การประชุม International Task Force Meeting on Teachers for EFA จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘ - ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยมีนางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

IMG_6



คณะทำงานด้งกล่าวเกิดขึ้นมาจากการประชุม EFA High Level Group Meeting ครั้งที่ ๘ ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อปี ๒๕๕๑ ซึ่งมีการจัดทำ Oslo Declaration ขึ้นเพื่อลดช่้องว่างของครูในภูมิภาคต่างๆ คณะทำงานประกอบด้วยประเทศสมาชิกยูเนสโก จำนวน ๗๒ ประเทศ ๑๒ องค์การระหว่างประเทศ และ ๕ NGOs 

การประชุม International Policy Dialogue Forum on Teachers for EFA in India จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘-๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โดยมีท่าน Shri Kapil  Sibal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ เป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ  ผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ จำนวน ๔๒ ประเทศ ผู้แทนจาก EU ผู้แทนจากสำนักงานใหญ่ยูเนสโก ผู้เข้าประชุม Steering Committee และ Task force Meeting เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ รวมทั้งหน่วยงานภาคเอกชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ EFA รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๐๐ คน

Mr. Shri Kapil Sibal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์กล่าวขอบคุณยูเนสโก ที่ให้การสนับสนุน  สำหรับในประเด็นการพัฒนาครูถือว่าเป็นปัญหาของกลุ่มประเทศ E9 (บังคลาเทศ บราซิล อินเดีย จีน อียิปต์ ปากีสถาน ไนจีเรีย อินโดนีเซียและเม็กซิโก)  และของโลก  สำหรับอินเดียแล้ว มีประชากรที่เป็นเด็กอยู่ประมาณ ๔๐๐ ล้านคนซึ่งถือเป็นประชากรที่มากกว่าประชากรของสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา จึงถือเป็นความท้าทายสำหรับอินเดียในการดำเนินการในเรื่องการพัฒนาครูให้บรรลุเป้าหมายของการศึกษาเพื่อปวงชน

IMG_7IMG_3

Mr.Shigaru Aoyagi ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก อินเดีย ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกอ่านสารจากMadame Irina Bokova ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกซึ่งแสดงความ คาดหวังว่าการประชุมที่จะเกิดขึ้นจะช่วยลดช่องว่างระหว่างครูในแต่ละภูมิภาค และสามารถร่วมมือกันทำให้การศึกษาเพื่อปวงชนบรรลุผลสำเร็จ  ตลอดเวลาที่ผ่านมายูเนสโกให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู เพราะการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ ครูจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การศึกษาได้รับการพัฒนา และยูเนสโกจะให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะทำงานชุดนี้อย่างต่อเนื่อง

การประชุมได้การอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ดังนี้
๑. การพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง (Continuing professional development for teachers)
ที่ประชุมได้กล่าวถึงเรื่อง Teacher Professional Development (TPD) ที่ไม่ใช่เฉพาะการพัฒนาครูก่อนประจำการและครูประจำการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและช่วยกระตุ้นให้ครูมีความกระตือรือร้นในการสอนด้วย  เพราะฉะนั้นในการที่จะสามารถพัฒนาคุณภาพครูให้ก้าวไปสู่การทำงานอย่างมืออาชีพได้นั้น หลังจากครูปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะต้องมีการมาตรการจูงใจเพื่อให้ครูมีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยอาจจะเป็นการขึ้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งในเรื่อง TPD จะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  ไม่ใช่อบรมครั้งเดียวแล้วจบ หรือการอบรมที่ไม่เกี่ยวโยงกัน เนื่องจากครูจะไม่ได้รับการพัฒนาที่เป็นระบบ ซึ่งเทคโนโลยีสามารถเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาครูได้ เพื่อให้การจัดอบรมสามารถขยายในวงกว้างและครูสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาที่ประสบของตนรวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหา เมื่อข้อมูลเหล่านี้มีการเผยแพร่จะเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ให้กับครูอื่นๆ ให้สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้กับตนได้

การพัฒนาครูควรยึดหลักการ ดังนี้

๑) สถานที่จัดอบรมที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นให้ครูทุกคนรู้สึกมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมาย
๒) การอบรมที่จะช่วยให้ครูเหล่านั้นมองเห็นเป้าหมายในขั้นต่อไปของตนได้ชัดเจนขึ้น
๓) การอบรมที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูในทุกระดับตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงผู้บริหารของสถานศึกษา
๔) ควรมีพื้นที่ให้ครูสามารถศึกษาหาความรู้ในทุกสาขาวิชาอย่างต่อเนื่อง
๕) มีพื้นที่ให้ครูสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของตน เผยแพร่เพื่อเป็นความรู้แก่คนอื่น ๆ

ข้อเสนอแนะในการพัฒนาวิชาชีพครู
๑)
ควรมีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาทั่วทั้งอินเดีย ในการนำต้นแบบที่ดีในการสอนของแต่ละระดับมาเผยแพร่
๒) ควรจัดตั้งศูนย์สนับสนุนและวิจัยสำหรับครูเพื่อให้ครูสามารถขอความช่วยเหลือได้ง่ายและสะดวก
๓) ครูจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และศูนย์อบรมครูจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างดี ซึ่งสามารถดำเนินการได้จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในเพื่อให้ครูได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง

๒. การกระจายอำนาจจากส่วนกลาง (Decentralization: challenges and steps forward)

ประเทศอินเดียได้มีการออกกฎหมายด้านการศึกษาและสิทธิ์ของครู ซึ่งรัฐบาลได้มอบอำนาจความรับผิดชอบให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นในการดูแลด้านการคัดเลือกครู อบรมครู และการสนับสนุนด้านสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ สำหรับครูในพื้นที่ของตน ทั้งนี้ การคัดเลือกครูจะรวมทั้งครูสำหรับเด็กพิเศษ (Para Teachers) ครูสำหรับเด็กทั่วไปด้วย (Regular Teachers) ครูที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วและครูที่ยังไม่ได้รับการอบรม ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องให้ความสำคัญและพัฒนาให้ครูเหล่านั้นมีประสิทธิภาพ

ตาม Teacher Education and Right to Education Act 2009 กำหนดให้รัฐบาลอินเดียต้องรับผิดชอบจัดฝึกอบรมให้ครูทุกคน โดยจัดหาสื่อการเรียนการสอนให้ด้วย ดังนั้นจึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่จัดการอบรมทั้งครูก่อนประจำการ และระหว่างประจำการ  มีการจัดตั้งสถาบันอบรมครูก่อนประจำการในรัฐใหญ่ ๆ หรือในบางพื้นที่ รวมทั้งชนกลุ่มน้อยด้วย มีการจัดหาสื่อต่าง ๆ ให้ เพื่อพัฒนาศักยภาพครู พัฒนาหลักสูตร และจัดหลักสูตรที่หลากหลายให้แก่ครูก่อนประจำการ  อย่างไรก็ตาม สิ่งท้าทายที่เกิดขึ้น มีทั้งครูก่อนประจำการและระหว่างประจำการ เช่น การขาดครูที่มีคุณภาพ การพัฒนาสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น อาคาร ห้องสมุด สำหรับครู การเทียบคุณวุฒิของครู การฝึกสอน  การมีระบบประเมินครู การมีนโยบายสำหรับครูประจำการ ความจำเป็นต้องฝึกอบรม  การจัดลำดับขั้นฝึกอบรม การสร้างศักยภาพครู เป็นต้น  สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในอนาคต เช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาครูด้านต่าง ๆ รวมทั้งเงินเดือนและค่าจ้างครู กลไกประเมินครูและการเทียบคุณวุฒิ การใช้ ICT ในการสอน การจัดศึกษาดูงานให้ครู

ความเป็นอิสระของครูขึ้นอยู่กับวิชาชีพของพวกเขาเองอย่างแท้จริง การจัดการศึกษาให้ครู หมายถึง การฝึกอบรมที่มีมากขึ้น และดีขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่  ความล้มเหลวของการฝึกอบรมให้ครู เกิดจากครูมีความเชื่อหรือค่านิยมที่แตกต่างไปจากคนที่คิดจะปฏิรูปครูให้เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ การฝึกอบรมจึงเปรียบเสมือนการกำกับดูแลให้เกิดการพัฒนาตามลำดับ และจะส่งผลให้เด็กไปกวดวิชาที่อื่นน้อยลง การขับเคลื่อนด้านคุณธรรมและจริยธรรมของครู ขึ้นอยู่กับ ความเป็นเอกภาพร่วมกันภายใต้ความหลากหลาย ดังนั้น ครูจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อที่จะปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ และเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ในสังคมให้ได้ ซึ่งคือเป้าหมายที่ไร้ข้อจำกัดด้านเวลา

๓. บทบาททางเพศในสาขาการสอน (Gender issue in teaching force)

ผลการสำรวจเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศในด้านการศึกษา โดยประเทศ Sri Lanka, Samoa, Kerala เชื่อกันว่าอาชีพด้านการศึกษาเหมาะสำหรับเพศหญิง นอกจากนี้ การขยายตัวด้านการศึกษาระดับมัธยมศึกษามีเด็กผู้หญิงได้รับการศึกษามากขึ้น สำหรับเพศชายส่วนใหญ่จะประกอบวิชาชีพที่มีเงินเดือนสูง (Lesotho, Dominica) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเพศหญิงเป็นครูจำนวนมาก และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา และในการเข้าถึงการศึกษาในประเทศ Lesotho, Dominica, Samoa แสดงให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงมีการเข้าถึงการศึกษามากกว่าเด็กผู้ชาย ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างเพศชาย-หญิงจะไม่มีการยกขึ้นมาเป็นข้อกังวลมากนัก ในประเทศที่มีประชากรหญิงมากกว่าชาย (Sri Lanka, Kerala) ในส่วนของประเทศอินเดีย ถึงแม้ว่าในบางรัฐจะขาดแคลนครูเพศหญิง แต่ในเมืองนั้น ๆ สิทธิสตรีก็ยังสามารถเข้าถึงได้ง่ายและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดให้มีการส่งเสริมสิทธิสตรี ปัจจุบันอินเดียมีครูทั้งหมด ๖.๔ ล้านคน เป็นครูที่เป็นเพศหญิงร้อยละ ๔๕.๕๑  มีครูร้อยละ ๗๘.๖๖ ที่ได้รับการอบรมเป็นครูที่มีคุณวุฒิ และมีร้อยละ ๒๙.๒๖ ที่อายุในวัยหนุ่มสาว และร้อยละ ๑๑.๙๙ มีอายุมากกว่า ๕๐ ปี

ข้อเสนอแนะในการลดช่องว่างทางเพศ

๑) ในการเพิ่มจำนวนครูเพศหญิงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ EFA จำเป็นต้องมีแผนที่ชัดเจน และจะต้องไม่มองเห็นเพศหญิงเป็นเพศที่สามารถให้ค่าแรงต่ำก็จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด
๒) ในการที่จะทำให้สิทธิสตรีมีความเสมอภาค จะต้องกระตุ้นให้เพศหญิงกล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นและรักษาสิทธิของตน
๓) สำหรับการคัดเลือกครูเพศชายเข้าไปสอนสำหรับประเทศที่มีการทำงานของเพศหญิงเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมครูเพศชายเพื่อให้พร้อมรับมือกับการสอนให้มากขึ้น

๔. การมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนโดยมุ่งสู่การพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู (Public-private partnerships: innovative approaches to address the teacher gap)

เด็กหลายล้านคนยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงการศึกษา และมีผู้ใหญ่กว่า ๗ ล้านคนที่ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ โดยในจำนวนดังกล่าวอยู่ในทวีปแอฟริกาประมาณ ๓.๘ ล้านคน ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถที่จะร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการช่วยทำให้ช่องว่างของผู้ไม่รู้หนังสือลดลงได้ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะจำนวนแต่ยังรวมถึงคุณภาพของการได้รับการศึกษาด้วย องค์กรภาคเอกชน สามารถเป็นหน่วยงานที่ทำวิจัยด้านการศึกษา เป็นแหล่งทรัพยากร และการให้บริการอื่น ๆ เช่นเป็นสถานที่อบรมครู ให้ความรู้ และพัฒนาสื่อต่าง ๆ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา  นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นหน่วยงานที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรที่ยังไม่ได้อยู่ในวงการศึกษากับบุคลากรในวงการศึกษาให้เข้ามาเกี่ยวข้องกันอีกด้วย

องค์กรภาครัฐ เป็นองค์กรที่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการดูแลการศึกษาโดยทั่วไป มีทรัพยากร งบประมาณ และมีโครงการขององค์กรที่ชัดเจน แต่ปัญหาของภาครัฐคือในบางครั้งไม่มีนโยบายที่ชัดเจน กล่าวคือแยกไม่ออกว่าอะไรคือความท้าทาย หรือมีศักยภาพสูงแต่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า

ความร่วมมือที่ภาครัฐและเอกชนสามารถที่จะดำเนินการร่วมกัน


- capacity building  การให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการเช่น  การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมครู

- institute building  เข้าร่วมในการคิด/ออกแบบการจัดตั้งสถาบันการศึกษา
- policy and research เข้าร่วมในการจัดทำ เสนอแนะนโยบายและงานวิจัยต่าง ๆ แผนการเรียน หรือการออกแบบคู่มือการอบรมครู
- evaluation and assessment การประเมินครู การประเมินการเรียนการสอน
- community education การสร้างความตระหนักด้านการศึกษาให้กับชุมชน หรือให้ความร่วมมือกับชุมชน

๕. การศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ (Inclusive education for children with special needs)

Inclusive หมายถึง ทุกกรณี ทุกศาสนา ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกเพศ สามารถที่จะเรียนและทำงานร่วมกันได้ และโรงเรียนและชุมชนจะต้องต้อนรับเด็กทุกคนและผู้ใหญ่ทุกคน

ส่วนใหญ่เด็กพิเศษจะมีอยู่มากในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งร้อยละ ๑๕ ของเด็กพิเศษเหล่านี้จะอยู่ในประเทศ E9 เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เด็กที่ขาดโอกาสสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับการทางสังคม รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยาทางจิตใจของเด็ก เราควรสอนให้เด็กเหล่านั้นรู้สึกว่าพวกเค้ามีความสำคัญ และเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ

กรณีศึกษาของประเทศอินเดีย ขณะนี้อินเดียมีศูนย์การศึกษาและบำบัดเด็กที่พิการทางสมอง อยู่ทั้งสิ้น ๑๘ แห่ง จาก ๓๑ รัฐทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับครูทั่วโปให้สามารถสอนเด็กพิเศษได้ ดังนี้
ในระดับประเทศมีการจัดสอนการศึกษาสำหรับคนพิการให้กับครู ที่มหาวิทยาลัย Mumbai
- การฝึกอบรมการบำบัดเด็กพิการทางสมอง
- การอบรม An Asia Pacific Course for Master Trainers
- การดูแลและการให้การศึกษาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน
- การปฐมนิเทศผู้ปกครอง อาสาสมัคร และผู้ช่วยทำงาน
การจัดการอบรมและการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น ได้รวมเข้าไปอยู่้ในแผนการศึกษาที่กำลังปรับปรุงใหม่เพื่อให้การศึกษาปัจจุบันสามารถรองรับการศึกษาได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามที่ Rabinder Nath Tagore  ได้พูดไว้ว่า "The problem is not how to wipe out the differences but how to unite with the differences intact."

๖. การติดตามและประเมินผลการปฏิรูปนโยบายครู (Monitoring and Evaluation of teacher policy reforms)

ได้มีการกล่าวถึงนโยบานการผลิตครูเพื่อแก้ปัญหาครูขาดแคลน ต้องมีมาตรการระยะส้นที่มีงบประมาณช่วยขับเคลื่อนในการพัฒนาครูที่ไม่มีคุณภาพ  ข้อเสนอแนะัในการประเมินครู เช่น การสังเกตการณ์ในชั้นเรียน การให้ครูประเมินตนเอง การประเมินจากภายนอก การประเมินจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เป็นต้น  แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การยกระดับครูให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น
นโยบายเพื่อใ้ห้สำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยใช้ Holistic Approach
๑) การจัดการครู ต้องพยายามใช้ยุทธสาสตร์การจูงใจให้ผู้ที่มีความสามารถเข้ามาสู่วงการการศึกษามากขึ้น และต้องทำให้ครูเป็นอาชีพที่ได้รับเกียรติในสังคม
๒) การพัฒนาและการเพิ่มประสิทธิภาพของครูอย่างต่อเนื่อ
๓) การคัดเลือกครู ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานที่จะคัดเลือกครู โดยจะต้องมีการตั้งเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกที่คล้ายกัน
๔) การประเมินผลการดำเนินงานครูอย่างสม่ำเสมอและได้มาตรฐานเพื่อเป็นตัวควบคุมการเรียนและการสอนให้มีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังมีการจัดการประชุมกลุ่มย่อยทั้งหมด ๖ กลุ่ม ได้แก่
๑. การพัฒนาครู (Developing Teachers)
๒. การกระจายอำนาจ (Decentralization) 
๓. การศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ (Inclusive Education for Children with Special needs)
๔. การมีส่วนร่วมของภาครัฐและเิอกชน (Public-private partnerships PPP)
๕. ความเสมอภาคทางเพศ (Gender)
๖. การติดตามและประเมินผลการปฏิรูปนโยบายครู (Monitoring and Evaluation of Teacher Policy Reforms)

ดาวน์โหลดรายละเอียดการประชุม
- รายงานการประชุม
- เอกสารการประชุม

---------------------------

กลุ่มความร่วมมือพหุภาคี ๑
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
๕ มิถุนายน ๒๕๕๕

 


© 2019 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking