สรุปผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41
ระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560
เมืองคราคูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์
--------------------------------

41st Session of the World Heritage Committee 2 12 7 2560การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 (41st Session of the World Heritage Committee) ณ เมืองคราคูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 มีคณะผู้แทนประเทศไทยประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เป็นหัวหน้าคณะ และมีวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย การขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นในการเสนอเป็นมรดกโลก (Tentative List) การพิจารณามรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย (List of World Heritage in Danger) การเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแหล่งใหม่ งบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์มรดกโลก ยุทธศาสตร์การขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่มีความเป็นตัวแทนของแต่ละภูมิภาค มีความสมดุล และมีความน่าเชื่อถือ (Global Strategy for a Representative, Balanced and Credible World Heritage List) การรายงานผลการดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด (Periodic Report) และการเสนอปรับกรอบแนวทางการดำเนินงานมรดกโลก (Operational Guidelines)

ที่ประชุมได้พิจารณาทะเบียนบัญชีเบื้องต้นในการเสนอเป็นมรดกโลก (Tentative List) โดยขอให้รัฐภาคีพิจารณาสัดส่วนมรดกโลกตามยุทธศาสตร์ข้างต้น ดำเนินการวิเคราะห์เปรียบเทียบรายการที่จะเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและชนพื้นเมืองดั้งเดิมในพื้นที่ ตลอดจนกระบวนการหารือกับภาคประชาชน พร้อมกันนี้ ศูนย์มรดกโลกได้เสนอให้รัฐภาคีที่มีความประสงค์เสนอรายการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ (Upstream Process) กับศูนย์มรดกโลก และองค์กรที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นในการเสนอเป็นมรดกโลก (Tentative List) จำนวน 182 แหล่ง จาก 193 ประเทศ รวมทั้งพระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้าง
ทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทำให้ขณะนี้ ประเทศไทยมีรายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นในการเสนอเป็นมรดกโลก (Tentative List) จำนวน 6 แหล่ง โดยจำแนกเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 5 แหล่ง และแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ จำนวน 1 แหล่ง

41st Session of the World Heritage Committee 2 2 12 7 2560

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาเกี่ยวกับมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย โดยเห็นว่ารัฐภาคีควรเร่งดำเนินการให้หลุดออกจากบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย โดยประสานความร่วมมือกับนานาชาติในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม มีการจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ กำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานที่ชัดเจน และปัจจัยสำคัญคือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ ทั้งนี้ สาเหตุหลักในการทำให้มรดกโลกตกอยู่ในภาวะอันตราย ได้แก่ (1) ภัยสงคราม (2) ภัยธรรมชาติ (3) การขยายตัวของเมือง (4) ฝีมือมนุษย์ ซึ่งรูปแบบความช่วยเหลือจะแตกต่างกันไป โดยหากเกิดจากภัยสงครามหรือภัยธรรมชาติจะได้รับความช่วยเหลือในการฟื้นฟูจากองค์การระหว่างประเทศ แต่หากเกิดจากการขยายตัวของเมืองหรือฝีมือมนุษย์จะขอให้ประเทศเจ้าของพื้นที่จัดทำแผนการบริหารจัดการให้เหมาะสม โดยขณะนี้มีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ดังนี้
1. มรดกโลกที่ยังอยู่ในภาวะอันตราย (Retain in Danger) จำนวน 52 แหล่ง
2. มรดกโลกที่บรรจุเพิ่มเติมในสถานภาพอยู่ในภาวะอันตราย (Inscribe in Danger) จำนวน 2 แหล่ง ได้แก่
    - Austria, Historic Centre of Vienna
    - Palestine, Hebron/Al-Khalil Old Town
3. มรดกโลกที่หลุดจากบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย (Remove from the List of in Danger) จำนวน 3 แหล่ง ได้แก่
    - Côte d’Ivoire, Comoé National Park
    - Ethiopia, Simien National Park
    - Georgia, Bagrati Cathedral and Gelati Monastery which has become Gelati Monastery
4. มรดกโลกแหล่งใหม่ จำนวน 21 แหล่ง โดยจำแนกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 18 แหล่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ จำนวน 3 แหล่ง พร้อมกันนี้ได้มีมติอนุมัติมรดกโลกเดิมที่มีการปรับขอบเขตพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 5 แหล่ง
5. การรายงานผลการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย มีจำนวน 2 รายการ กล่าวคือ (1) การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และ (2) การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
5.1 การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ประเทศไทยได้จัดทำรายงานส่งให้ศูนย์มรดกโลกพิจารณาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2560 เกี่ยวกับความพยายามของประเทศไทยในการสนับสนุนให้มีกฎหมายในการดูแลพื้นที่ การสร้างความตระหนักให้แก่ชุมชนโดยรอบ และการปกป้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังขอให้ประเทศไทยดูแลแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้ และ
การบุกรุกผืนป่า รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งรายงานข้อมูลผลการดำเนินการให้ศูนย์มรดกโลกอย่างต่อเนื่อง และให้ระวังเรื่องการก่อสร้างในพื้นที่คุ้มครองที่จะส่งผลกระทบต่อคุณค่าที่โดดเด่นระดับสากลของพื้นที่ รวมถึงแผนการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยขอให้จัดทำรายงานฉบับล่าสุด ส่งให้ศูนย์มรดกโลก ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาในการประชุม ครั้งที่ 43 ในปี 2562
5.2 การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ประเทศไทยได้จัดทำรายงานส่งให้ศูนย์มรดกโลกพิจารณาตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 เกี่ยวกับการดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งนี้ คณะสำรวจที่เกี่ยวข้องได้เคยมาติดตามการอนุรักษ์หลังการเกิดน้ำท่วมพระนครศรีอยุธยาและมีข้อเสนอแนะหลายประการ ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการครบถ้วนทุกเรื่องตามข้อเสนอแนะ จนเป็นที่พอใจของ ICOMOS ที่ได้เห็นความพยายามของประเทศไทยในการรักษาคุณค่าที่โดดเด่นระดับสากลของพื้นที่ไว้ อย่างไรก็ตาม ข้อมติที่รับรองในครั้งนี้ ได้ขอให้ประเทศไทยทำการศึกษาเรื่องความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วม และแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการก่อสร้างในมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลให้ ICOMOS พิจารณา และขอให้มีการประกาศห้ามการก่อสร้างในพื้นที่มรดกโลกโดยเด็ดขาด รวมทั้งให้รายงานเรื่องการบูรณะภายหลังน้ำท่วม โดยขอให้จัดทำรายงานฉบับล่าสุด ส่งให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 43 ปี 2562
6. งบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์มรดกโลก ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีไต้ ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่อง (1) การให้ความช่วยเหลือในกรณีเร่งด่วน (emergency) (2) การเตรียมการเรื่องให้ความช่วยเหลือ และ (3) การอนุรักษ์และการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ได้ดำเนินการในลักษณะของการจัดอบรม วิจัย การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคเฉพาะ และการสนับสนุนด้านการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับมรดกโลก
7. การเสนอปรับปรุงกรอบแนวทางการดำเนินงานมรดกโลก (Operational Guidelines) ที่ประชุมได้มีมติให้ปรับกรอบแนวทางการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานตามกรอบระยะเวลา (Periodic Report) ในลักษณะออนไลน์เพื่อให้มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
8. ที่ประชุมเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น รัฐภาคีควรให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่ต้องมีการประสานกันตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ จนถึงระดับนานาชาติ รวมทั้งการผสมผสานทั้งในส่วนของวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (tangible heritage) และจับต้องไม่ได้ (intangible heritage) เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว หากจะมีการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าที่โดดเด่นระดับสากลของแหล่งมรดกโลกนั้นๆ เช่นการก่อสร้าง การตัดถนน หรือการปรับปรุงพื้นที่ จะต้องมีการหารือกับศูนย์มรดกโลกและองค์กรที่ปรึกษา และต้องได้รับมติเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายหลายแห่งนั้น เป็นผลเนื่องมาจากการขยายตัวของเมือง การตัดถนน และการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวที่ทำให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ที่เป็นมรดกโลก ดังนั้น การจัดทำแผนการบริหารจัดการและคุ้มครองมรดกโลก จึงเป็นภารกิจที่จำเป็นและต้องจัดทำก่อนการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเมื่อขึ้นทะเบียนไปแล้วก็ยังจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนบริหารจัดการเพื่อดูแลรักษาพื้นที่และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
9. การประชุมย่อย (side event) ที่ ICOMOS จัดขึ้นเพื่อชี้แจงความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทภารกิจและการดำเนินงานของ ICOMOS และได้มีโอกาสหารือต่อเนื่องกับ ICOMOS ในเรื่องโอกาสการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ยังต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม และมีขั้นตอนที่ต้องใช้เอกสารและข้อมูลที่หลากหลาย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับแหล่งมรดกโลกที่มีลักษณะผสมผสานทั้งด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Mixed Site) และแหล่งมรดกโลกที่มีลักษณะภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (Cultural Landscape) โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใน Tentative List คือ เชียงใหม่และพระธาตุพนมที่มีทั้งโบราณสถานที่ยังมีชีวิตและมีการใช้ประโยชน์จากชุมชนในพื้นที่ (living historic heritage) และมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม มีทั้งความเก่าแก่และสืบทอดต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ในกรณีเช่นนี้ นอกเหนือจากประจักษ์พยานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องใช้ประจักษ์พยานอื่นๆ สนับสนุนเพิ่มเติม เช่น ตำนาน จดหมายเหตุ และมุขปาฐะ ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายของประเทศไทย ทั้งนี้ ICOMOS ได้เสนอให้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในลักษณะแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ และเสนอเพิ่มเติมว่าเพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เห็นควรกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประชุมคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทำเอกสารเพื่อการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และควรกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมไม่มากจนเกินไป ทั้งนี้เห็นควรกำหนดไม่เกิน 25 - 30 คน และยินดีที่จะร่วมดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร โดยมุ่งเน้นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในการจัดทำเอกสารเพื่อการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นหลัก และ ICOMOS จะประสานจัดส่งเอกสารร่างกรอบแนวคิด การจัดประชุม (Draft Concept Note) ให้ฝ่ายไทยพิจารณาในโอกาสต่อไป
10. การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมการประชุมกว่า 2,000 คน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และองค์กรอิสระ โดยก่อนปิดการประชุม ประเทศต่างๆ ได้กล่าวขอบคุณสาธารณรัฐโปแลนด์ รวมทั้งประธานการประชุม กรรมการ และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สามารถบริหารจัดการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 42  เนื่องจากกรรมการหลายประเทศกำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง และจะมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงการประชุมสมัชชาสมัยสามัญ ครั้งที่ 21 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งในการประชุมนี้จะมีการกำหนดสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 42 ต่อไป

41st Session of the World Heritage Committee 3 12 7 2560

รายละเอียดเพิ่มเติม :  สรุปผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 Click..

****************************************

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
12 กรกฎาคม 2560


© 2019 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking