สรุปผล
การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติว่าด้วยการจัดการมรดกโลกทางศาสนาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
(International consultative workshop on the conservation and management of the World Heritage of religious interest in Asia-Pacific)
ในระหว่างวันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2560
ณ กรุงเทพฯ และ จังหวัดนครพนม

unesco4 17 19 5 2560

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา ฯ สหประชาชาติ ร่วมกับ ศูนย์มรดกโลก องค์การยูเนสโก กระทรวงวัฒนธรรม และจังหวัดนครพนม ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติว่าด้วยการจัดการมรดกโลกทางศาสนาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2560 ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) กรุงเทพฯ และจังหวัดนครพนม เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและมุมมองนานาชาติเรื่องมรดกโลกด้านศาสนา และศักยภาพของเจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและภาคการศึกษาในจังหวัดที่จะต้องดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องตามหลักการของยูเนสโก
      การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมจาก 12 ประเทศ รวมทั้งหมด 92 คน ได้แก่ ภูฐาน สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐคีร์กีซ สปป.ลาว อินเดีย อินโดนีเชีย เมียนมาร์ เนปาล ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม และประเทศไทย พร้อมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากศูนย์มรดกโลก (World Heritage Center) องค์การยูเนสโก และคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์นานาชาติด้านพิธีกรรมและศาสนาจาก และ ICOMOS โดยผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดเป็นผู้จัดการแหล่งมรดกโลก ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และนักวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับมรดกโลกด้านศาสนา ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและการจัดการแหล่งมรดกโลกที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจาณาแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับการปกป้อง คุ้มครอง การนำเสนอและการจัดการแหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าแหล่งมรดกโลกหลายแห่งมีพื้นฐานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของชุมชน ในหลากหลายลักษณะ
แต่ยังคงไว้ซึ่งรากฐาน ที่ตั้ง รูปแบบ หน้าที่ใช้สอย และจิตวิญญาณดั้งเดิม เพื่อให้สามารถคงไว้ซึ่งการเป็นปูชนียสถานทางจิตวิญญาณให้แก่สังคมต่อไป

     ผลจากการประชุมดังกล่าว ได้นำมาสู่การออกแถลงการณ์นครพนมว่าด้วยมรดกโลกทางศาสนา ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. ในกระบวนการเตรียมและทบทวนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นและการเตรียมแฟ้มข้อมูลเพื่อการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ควรให้ความสนใจต่อการระบุคุณสมบัติทั้งหมด ภายใต้บริบททางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพิสูจน์คุณค่าที่โดดเด่นเป็นสากล (OUV) ซึ่งหมายรวมถึงคุณลักษณะที่พิสูจน์คุณค่าทางจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์ของแหล่งนั้นๆ ในการนี้ ศูนย์มรดกโลก และคณะที่ปรึกษาควรให้ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำโดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต้นน้ำ (upstream process)  เมื่อได้รับคำร้องอย่างเป็นทางการจากรัฐภาคี ตามแผนปฏิบัติการ
2. ในการอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกทางศาสนาควรประกอบด้วยหลักการที่สำคัญอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางกายภาพและจิตวิญญาณของแหล่งมรดกทางศาสนาและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรมีการทำความเข้าใจและเคารพทุกวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ส่งเสริมการอนุรักษ์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ การบูรณะ และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรม และควรให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการบริหารจัดการผู้แสวงบุญและผู้เยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังคงไว้ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญ หรือหน้าที่ใช้สอย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก
3. ที่ประชุมได้ขอให้ยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก คณะที่ปรึกษาทั้งหมด ศูนย์มรดกโลก และรัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลกสนับสนุนข้อริเริ่มของยูเนสโกเรื่องมรดกทางศาสนา และช่วยเหลือรัฐภาคีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในความพยายามในการคุ้มครอง อนุรักษ์ ถ่ายทอดคุณค่า และบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางศาสนาอย่างยั่งยืนต่อไป

unesco 17 19 5 2560

    ผลจากการประชุมครั้งนี้ ศูนย์มรดกโลกจะนำไปรายงานในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 41 ณ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยและจังหวัดนครพนมมีชื่อปรากฏในเอกสารการประชุมระหว่างประเทศ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ และความสำคัญของประเทศไทยในการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องและคุ้มครองมรดกโลกในด้านศาสนา โดยจะเห็นว่าในการประชุมได้เปิดโอกาสให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านวิชาการที่สอดคล้องการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกด้านศาสนา ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยในการเตรียม nomination dossiers ของแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) รวมทั้งเป็นการส่งเสริมบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในกรอบอนุสัญญามรดกโลก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคการศึกษา ท้องถิ่น วัด และประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมระดับนานาชาติ ฯ ครั้งนี้ อันเป็นการแสดงออกถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกัน

unesco2 17 19 5 2560

     ในการนี้ ศูนย์มรดกโลก ได้มีหนังสือขอบคุณรัฐบาลไทย ได้แก่ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดนครพนม สำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯ และศูนย์มรดกโลก ที่เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมในครั้งนี้ รวมถึงมหาวิทยาลัยนครพนม วัดพระธาตุพนม และชุมชนสังกะ ที่จัดการศึกษาดูงานและกิจกรรมต่างๆ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และผลจากการประชุมที่นำมาสู่การเสนอแถลงการณ์นครพนมว่าด้วยมรดกโลกทางศาสนา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่นำมาสู่การนำเสนอข้อริเริ่มเกี่ยวกับมรดกโลกทางศาสนาของยูเนสโกไปสู่การปฏิบัติต่อไป

unesco3 17 19 5 2560

 

รายละเอียดเพิ่มเติม : สรุปผลเพิ่มเติม Click..
  Nakorn Phnom Statement_final 19-04-2017 Click..
  แถลงการณ์นครพนม_แปลอย่างไม่เป็นทางการ -updated Click..

*************************************

กลุ่มความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ
สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ
ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
20 พฤษภาคม 2560


© 2019 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking