Increase font sizeDefault font sizeDecrease font size   feed-image RSS   
   
ค้นหาจาก เว็บของสำนักฯ Google :    
  Advance Search  
      24 Apr 2014    
ประกาศ :
 
บทความหน้า SEAMEO


ไทย-ซีมีโอ (โครงการส่วนร่วมของชุมชน)

อีเมล พิมพ์ PDF

โครงการการมีส่วนร่วมของชุมชนขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO Community Involve Programme)

องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จัดให้มีโครงการการมีส่วนร่วมในชุมชน (SEAMEO Community Involve Programme) ขึ้น เมื่อปี 2539 โดยการคัดเลือกโรงเรียนประถมศึกษาในชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนเหล่านั้น สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การช่วยเหลือขององค์การซีมีโอต่อโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโครงการดังกล่าวอาจกระทำได้ในหลายลักษณะ เช่น ขอให้ศูนย์ต่างๆ ในความดูแลขององค์การซีมีโอ เป็นต้นว่า ศูนย์เรคแซม (ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) ศูนย์ทรอปเมด (ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยเวชศาสตร์เขตร้อนและสาธารณสุข) ศูนย์ไรเฮด (ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา) และศูนย์อื่นๆ ช่วยสนับสนุนในเรื่องทุนและการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของโรงเรียน ให้คำแนะนำ ปรับปรุงความพร้อม ความสามารถของนักเรียนโดยเน้นเรื่องสุขภาพ จัดหาหนังสือและอุปกรณ์ให้แก่ห้องสมุดของโรงเรียน จัดหาคอมพิวเตอร์พร้อมให้การฝึกอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตแก่บุคลากรในโรงเรียน ซึ่งการให้ความช่วยเหลือขององค์การซีมีโอในลักษณะนี้ เป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมขีดความสามารถของครู การพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น ปรับปรุงอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มีความทันสมัยพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของนักเรียน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาของเด็ก

วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เพื่อพัฒนาครู ทักษะของครูในการพัฒนาการเรียนของนักเรียน
2. เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูใหญ่ในการจัดการโรงเรียน
3. ปรับปรุงให้อุปกรณ์การเรียนมีความทันสมัยมากขึ้น
4. พัฒนาศักยภาพและความพร้อมของเด็กในการเรียน
5. เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาของเด็ก

เกณฑ์พื้นฐานในการพิจารณาโรงเรียน
1. เป็นโรงเรียนที่ด้อยโอกาสและยังได้รับการพัฒนาน้อย
2. เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชนบทในเขตจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ
3. เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่เกิน 150 กิโลเมตร

เกณฑ์การพิจารณาปัญหาของโรงเรียน
1. ปัญหาของเด็ก
1. ปัญหาของครู
2. ปัญหาความสามารถด้านภาษาอังกฤษของครู
3. ปัญหาของผู้อำนวยการโรงเรียน
4. ปัญหาความสามารถด้านภาษาอังกฤษของผู้อำนวยการโรงเรียน
5. การสนับสนุนของผู้ปกครองต่อการให้ศึกษาแก่นักเรียน
6. การสนับสนุนของชุมชนที่จะช่วยพัฒนาโรงเรียน

องค์การซีมีโอได้เลือกโรงเรียนบ้านปรือวาย จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมโครงการนี้เป็นโรงเรียนแรก โดยได้ให้การสนับสนุนอยู่เป็นเวลา 4 ปี และพบว่าโรงเรียนสามารถดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงยุติโครงการนี้ที่โรงเรียนบ้านปรือวายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543
 
หลังจากนั้น สำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการในการพิจารณาหาโรงเรียนแห่งใหม่ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการการมีส่วนร่วมของชุมชนกับองค์การซีมีโอต่อจากโรงเรียนบ้านปรือวาย จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้เสนอชื่อโรงเรียนไปให้องค์การซีมีโอพิจารณาจำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่
1. โรงเรียนบ้านซับสนุ่น จังหวัดสระบุรี
2. โรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม จังหวัดสมุทรสาคร
3. โรงเรียนบ้านไทรทอง จังหวัดกาญจนบุรี

คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักเลขาธิการซีมีโอ ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนทั้ง 3 แห่งข้างต้น ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2543 แล้วแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ให้กระทรวงศึกษาธิการทราบว่า องค์การซีมีโอได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านซับสนุ่น จังหวัดสระบุรี เข้าร่วมโครงการดังกล่าว แต่เนื่องจากโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง มีความสนใจในโครงการมีส่วนร่วมของชุมชนที่องค์การซีมีโอจัดขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นสำนักเลขาธิการซีมีโอจึงเสนอให้โรงเรียนบ้านซับสนุ่นเป็นศูนย์กลางกิจกรรม โดยให้โรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม และโรงเรียนบ้านไทรทอง เข้าร่วมกิจกรรมด้วย และได้ยุติโครงการเมื่อปี 2547

ในปี 2549  สำนักเลขาธิการซีมีโอและสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. ได้เดินทางไปสำรวจสภาพแวดล้อมโรงเรียนประถมศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่
1. โรงเรียนบ้านคลองใหญ่ จังหวัดชลบุรี
2. โรงเรียนวังจระเข้ จังหวัดสระแก้ว
3. โรงเรียนบ้านคลองอุดม จังหวัดสระแก้ว

แต่เนื่องจาก สำนักเลขาธิการซีมีโอรับอนุมัติโครงการ “การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จาก World Bank Development Grant Facility (WB-DGF) จึงได้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาโรงเรียนที่เหมาะสมจากเดิมระดับประถมศึกษาเป็นระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2 แห่ง ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษต่ำ สภาพแวดล้อมกึ่งชนบท เข้าร่วมในโครงการฯ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอชื่อ โรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุข จังหวัดชลบุรี และโรงเรียนวัดม่วงวิทยาคม จังหวัดสระบุรี และได้พิจารณาคัดเลือกโรงเรียนชลกันยานุกูล แสนสุข จังหวัดชลบุรี เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ในปี 2550 สำนักเลขาธิการซีมีโอได้พิจารณาให้โรงเรียนบ้านปรือวาย จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงเรียนบ้านซับสนุ่น จังหวัดสระบุรี เข้าร่วมโครงการอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพบว่าโรงเรียนทั้งสองแห่งยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน อีกทั้งครูที่เข้าร่วมโครงการที่ได้รับการฝึกอบรมต่าง ๆ ได้เกษียณอายุราชการและย้ายไปสอนโรงเรียนอื่น ซึ่งทำให้ผลกระทบต่อผลการเรียนของนักเรียนในโรงเรียน ต่อมาในปี 2553 องค์กรซีมีโอให้การสนับสนุนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บางกรวยเข้าร่วมโครงการ

 

ความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการ-ซีมีโอ

อีเมล พิมพ์ PDF

บทบาทของไทยในองค์การซีมีโอ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งองค์การ และได้ให้ความสำคัญกับองค์การดังกล่าว โดยได้สนับสนุนที่ตั้งสำนักเลขาธิการองค์การซีมีโอในประเทศไทยตามความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2510 และในปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อทำการบูรณะอาคารที่เป็นที่ตั้งสำนักเลขาธิการขององค์การ (อาคารดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯด้วย) และได้เปลี่ยนชื่ออาคารจากอาคารดาราคารเป็น อาคาร 100 ปี หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เพื่อรำลึกถึงผู้แทนประเทศไทยที่มีบทบาทในการก่อตั้งองค์การ คือ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทยในขณะนั้น
 
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2510 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ไทยรับเป็นเจ้าภาพโครงการระดับภูมิภาคว่าด้วยเวชศาสตร์เขตร้อนของซีมีโอ (ทรอปเมด) โดยมีสำนักงานอยู่ที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซี่งปัจจุบันได้ปรับเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาค ต่อมาปี พ.ศ. 2521 กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในการรับเป็นเจ้าภาพโครงการระดับภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ของซีมีโอ ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ (สปาฟา) เมื่อปี พ.ศ. 2528 และได้จัดสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงานที่เทเวศร์ ติดกับหอสมุดแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2531 ประเทศไทยได้รับเป็นเจ้าภาพศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนาของซีมีโอ (ไรเฮด)

ในการเป็นเจ้าภาพสำนักเลขาธิการซีมีโอและศูนย์ระดับภูมิภาคต่างๆ อีก 3 ศูนย์ ทำให้ประเทศไทยต้องชำระเงินสนับสนุนสำนักงานและกิจกรรมของศูนย์ดังกล่าวได้แก่ ศูนย์สปาฟา ทรอปเมด ส่วนการสนับสนุนศูนย์ไรเฮด ได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ทบวงมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ชำระเงินอุดหนุนให้กับองค์การมาโดยตลอดซึ่งหากคิดตามดัชนีค่าบำรุงของสมาชิก ประเทศไทยเป็นประเทศที่ชำระค่าบำรุงสูงสุด คือ ร้อยละ 25 นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ชำระเงินอุดหนุนให้กองทุนพัฒนาการศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO Educational Development Fund : EDF) โดยการผูกพันด้วย

ในด้านการบริหารประเทศไทยได้มีบทบาทสำคัญ โดยการจัดส่งผู้แทนเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการซีมีโอมาแล้ว 5 คน คือ
1. ศาสตราจารย์ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ (ธันวาคม 2508 – มกราคม 2511)
2. ศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินทร์ (กุมภาพันธ์ 2511 – มีนาคม 2512)
3. พลเอกเนตร เขมะโยธิน (มกราคม 2513 – กุมภาพันธ์ 2515)
4. ศาสตราจารย์ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ (กุมภาพันธ์ 2524 - กุมภาพันธ์ 2530)
5. ดร. สุภารักษ์ รัชอินทร์ (มิถุนายน 2540 – พฤษภาคม 2544)

ในปี 2554 ดร.วิทยา จีระเดชากุล จากประเทศไทย จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการซีมีโอ สืบต่อจาก Dato Ahamad bin Sipon จากมาเลเซีย ตามมติที่ประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 45 ในปี 2553
 

 

 

โครงการ โครงการการมีส่วนร่วมของชุมชนขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(SEAMEO Community Involve Programme)
เริ่มต้นโครงการ ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน
วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาครู ทักษะของครูในการพัฒนาการเรียนของนักเรียน 2. เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูใหญ่ในการจัดการโรงเรียน 3. ปรับปรุงให้อุปกรณ์การเรียนมีความทันสมัยมากขึ้น 4. พัฒนาศักยภาพและความพร้อมของเด็กในการเรียน 5. เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาของเด็ก

การดำเนินงาน

โดยการคัดเลือกโรงเรียนประถมศึกษาในชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เช่น ทุนและการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของโรงเรียน ให้คำแนะนำ ปรับปรุงความพร้อม ความสามารถของนักเรียนโดยเน้นเรื่องสุขภาพ จัดหาหนังสือและอุปกรณ์ให้แก่ห้องสมุดของโรงเรียน จัดหาคอมพิวเตอร์พร้อมให้การฝึกอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตแก่บุคลากรในโรงเรียน
(ดูสรุปการดำเนินงาน)

   
โครงการ โครงการความร่วมมือระดับคุณภาพว่าด้วยคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของซีมีโอ (QEE)
เริ่มต้นโครงการ   ริเริ่มโครงการโดยประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2545 - ปัจจุบัน
วัตถุประสงค์

จุดเน้นที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ด้านการจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและวิธีการมีส่วนร่วมของบุคลากร เนื้อหาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน ความสามารถของครูและระบบตอบแทน และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เครือข่ายในประเทศสมาชิกของซีมีโอ ได้ร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา

การดำเนินงาน

ประเทศไทยมีสถานศึกษาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายระดับชาติ จำนวน 315 แห่ง ได้มีการจัดสัมมนาและประชุมปฏิบัติการหลายครั้ง ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค โดยเมื่อปี 2546 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสัมมนาในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้แทนโรงเรียนเครือข่ายของประเทศสมาชิกได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นับได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง สำหรับประเทศสมาชิกอื่น เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ก็ได้ไปขยายผลเช่นกัน
(ดูสรุปการดำเนินงาน)

   
โครงการ โครงการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสเพื่อบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน
(To Reach the Unreached in Southeast Asia and Achieve Education for All Goals by 2015)
 
เริ่มต้นโครงการ   
วัตถุประสงค์ 

เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การดำเนินงาน

เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างองค์การซีมีโอและอาเซียน  ประกอบด้วยโครงการจัดการศึกษาในรูปแบบต่างๆ โดยประเทศสมาชิกซีมีโอและอาเซียนรับเป็นเจ้าภาพในแต่ละโครงการ จำนวน 10 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆ โดยประเทศไทย เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินโครงการ
1. โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในชนบทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. โครงการการจัดการศึกษา การดูแล และการให้บริการการปรึกษาสำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อ HIV และเอดส์
(ดูสรุปการดำเนินงาน) 

   
โครงการ  โครงการ “ภาษาแม่เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุทธศาสตร์และการสนับสนุน”
(Mother Tongue as Bridge Language of Instruction in Southeast Asian Countries : Policy, Strategies and Advocacy)
 
เริ่มต้นโครงการ  โครงการระยะแรก เดือนมิถุนายน 2550 - 2552 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลก
วัตถุประสงค์ 

เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านภาษาเพื่อบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงลดปัญหาการเรียนซ้ำชั้นและการเลิกเรียนกลางคันและปรับปรุงผลการเรียน

การดำเนินงาน

โครงการระยะแรกประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการรวบรวมนโยบายของประเทศต่างๆ ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้ภาษาแม่ในการเรียนการสอนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาธนาคารโลกตกลงที่จะสนับสนุนเงินในการดำเนินโครงการและกิจกรรมในปี 2553 ให้แก่ประเทศสมาชิกซีมีโอ สำนักเลขาธิการซีมีโอเป็นผู้ประสานการดำเนินการ โดยมีศูนย์ซีมีโอ QTEP ด้านภาษา ที่กรุงจาการ์ต้า เป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งศูนย์อินโนเทค และสปาฟา ทั้งนี้เครือข่ายหน่วยงานด้านการศึกษาเพื่อปวงชน เช่นยูเนสโก ยูนิเซฟ และคณะทำงานการศึกษาด้านพหุภาษาในเอเชียจะให้การสนับสนุนด้านเทคนิค กิจกรรมดำเนินการประกอบด้วย การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและฝึกอบรมระดับภูมิภาคเพื่อกำหนดแนวทางจัดทำแผน การสนับสนุน การดำเนินการและการประเมินผล Mother tongue-based MLE programmes
(ดูสรุปการดำเนินงาน) 

   
โครงการ  โครงการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของน้ำสะอาดสำหรับมนุษย์ การพัฒนาระบบสุขาภิบาลที่ดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เริ่มต้นโครงการ  ปี 2548-2551 โดย UN HABITAT สนับสนุนด้านเทคนิคและการเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายการดำเนินการที่ตั้งไว้ เริ่มต้นโครงการระยะที่ 2 ปี 2554-2556
วัตถุประสงค์

มุ่งผลสัมฤทธิ์ของเป้าหมายในการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ การพัฒนาคุณภาพของน้ำสะอาด และการพัฒนาระบบสุขาภิบาลที่ดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมคุณค่าในการใช้น้ำสะอาด การพัฒนาระบบสุขาภิบาลที่ดี การศึกษาด้านสาธารณสุข / สุขอนามัยในโรงเรียนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการส่งเสริมการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินงาน

องค์การซีมีโอ โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จัดทำปฏิญญาThe Ministerial Declaration on Value-based Water Education  ต่อมาได้มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าวระหว่างองค์การซีมีโอและ UN HABITAT เพื่อร่วมกันส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประโยชน์ การสุขาภิบาล และการศึกษาด้านระบบสุขาภิบาลที่ดีในโรงเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการให้ความรู้เรื่องค่านิยมด้านจริยธรรมในการใช้น้ำให้แก่นักเรียนในโรงเรียน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมทรัพยากรน้ำสำหรับชุมชนเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในเรื่องน้ำและสุขอนามัย พัฒนา / สร้างจริยธรรมการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และสุขอนามัยในโรงเรียนสมาชิกของโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคว่าด้วยคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของซีมีโอ (QEE) ต่อไป
(ดูสรุปการดำเนินงาน)

   
โครงการ  โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำในศตวรรษที่ 21 
เริ่มต้นโครงการ   
วัตถุประสงค์ 

เตรียมความพร้อมของผู้บริหารการศึกษาของไทยและในภูมิภาคเพื่อพัฒนาความสามารถและทักษะที่จำเป็นในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายภายในปี 2558 โดยเน้นการเสริมสร้างวิสัยทัศน์ ความรู้ และทักษะจำเป็นในด้านการบริหารจัดการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในการพัฒนาสถาบันการศึกษา และพัฒนาเครือข่ายผู้บริหารการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การดำเนินงาน

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมมือกับองค์การซีมีโอ และศูนย์ภูมิภาคของซีมีโอดำเนินโครงการฝึกอบรมให้แก่ ผู้บริหารการศึกษาทั้งของไทยและในอาเซียน หลักสูตรการฝึกอบรมประกอบด้วย หลักสูตรการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้บริหารการศึกษา ภาวะผู้นำ เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาสำหรับผู้บริหาร
(ดูสรุปการดำเนินงาน)

   

 

 

 

ข้อมูลประเทศสิงคโปร์

อีเมล พิมพ์ PDF

+ การศึกษาของสิงคโปร์

         ระบบการศึกษาของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นระดับประถม 6 ปี ระดับมัธยมศึกษา 4 ปี ซึ่งรวมแล้วเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 10 ปี แต่ผู้ที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจะต้องศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัยอีก 2 ปี
         การศึกษาภาคบังคับของสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ 2 ภาษาควบคู่กันไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) อีก 1 ภาษา คือ จีน (แมนดาริน) มาเลย์ หรือทมิฬ (อินเดีย)
         รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก โดยถือว่าประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และมีค่าที่สุดของประเทศ ในการนี้ รัฐบาลได้ให้การอุดหนุนด้านการศึกษาจนเสมือนกับเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า โรงเรียนในระดับประถม และมัธยมล้วนเป็นโรงเรียนของรัฐบาลหรือกึ่งรัฐบาล สถานศึกษาของเอกชนในสิงคโปร์ มีเฉพาะในระดับอนุบาล และโรงเรียนนานาชาติเท่านั้น
         มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์มี 3 แห่ง คือ :-
        1. National University of Singapore (NUS)
        2. Nanyang Technological University
        3. Singapore Management University (SMU)
โดยมหาวิทยาลัย NUS จะให้การศึกษาครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ กฎหมาย ศิลปะศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการบริหารธุรกิจ ส่วนมหาวิทยาลัย Nanyang จะเน้นการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาธุรกิจ และการบัญชี สำหรับมหาวิทยาลัย SMU จะเน้นเรื่องธุรกิจการจัดการ
         วิทยาลัยเทคนิค (Polytechnic) ของสิงคโปร์มี 4 แห่งได้แก่ Singapore Polytechnic, Ngee Ann Polytechnic, Temasek Polytechnic และ Nanyang Polytechnic ส่วนวิทยาลัยผลิตครูของสิงคโปร์มีอยู่เพียงแห่งเดียว คือ National Institute of Education นอกจากนี้ ยังมี Institute of Technical Education : ITE เป็นสถาบันที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ต้องการทักษะทางช่าง และช่างผีมือ
         ผู้ปกครองนักเรียนของสิงคโปร์จะส่งบุตรหลานเข้ารับการเตรียมความพร้อมในโรงเรียนเมื่อเด็กมีอายุ ได้ 2 ขวบครึ่ง เมื่อเด็กอายุได้ 6 ขวบก็จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1
         ระดับประถมศึกษาของสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ป.1-ป.4 เรียกว่า Foundation Stage และ ป.5-ป.6 เรียกว่า Orientation Stage ชั้นประถมต้นจะเรียน 3 วิชาหลัก คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาแม่ และคณิตศาสตร์ นอกจากนั้น จะมีวิชาดนตรี ศิลปหัตถกรรม หน้าที่พลเมือง สุขศึกษา สังคม และพลศึกษา แต่ในช่วงประถมปลาย หรือ Orientation Stage นั้น นักเรียนจะถูกแยกออกเป็น 3 กลุ่มทางภาษา คือ EM 1. EM 2. และ EM 3.  การแยกนักเรียนเข้ากลุ่มทางภาษานั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาของแต่ละคน เมื่อจบ ป.6 แล้วจะมีการสอบที่เรียกว่า Primary School Leaving Examination (PSLE) เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาต่อไป ผลการเข้าสอบมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา
         การศึกษาในระดับมัธยมศึกษานั้น จะมี 3 หลักสูตรให้เลือกตามความสามารถ และความสนใจ โดยใช้เวลา 4-5 ปี หลักสูตรในระดับมัธยมศึกษา ได้แก่
         หลักสูตรพิเศษ   (Special Course)
         หลักสูตรเร่งรัด  (Express Course)
         หลักสูตรปกติ    (Normal Course)
         เมื่อจบหลักสูตรจะมีการสอบ โดยหลักสูตรพิเศษ และหลักสูตรเร่งรัดจะต้องผ่านประกาศนียบัตร GCB (General Certificate of Education) ในระดับ “O” Level ส่วนหลักสูตรปกติจะต้องผ่าน GCB “N” Level แต่ถ้าต้องศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา ก็ต้องสอบให้ผ่าน GCB “O” Level เช่นเดียวกัน
         เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว ผู้ที่สนใจเรียนสายวิชาชีพเทคนิค หรืออาชีวศึกษา ก็สามารถแยกไปเรียนตามสถาบันต่างๆ ได้  ส่วนผู้ที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็จะเข้าศึกษาต่อใน Junior College อีก 2 ปี เมื่อจบแล้วจะต้องสอบ GCE “A” Level เพื่อนำผลคะแนนไปตัดสินการเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ผู้ที่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็อาจศึกษาในสายอาชีพ หรือหางานทำต่อไป
         ปีการศึกษาของสิงคโปร์จะแบ่งออกเป็น 4 ภาคเรียน ภาคเรียนละ 10 สัปดาห์ เริ่มเปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมของทุกปี ช่วงระหว่างภาคเรียนที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 กับที่ 4 จะมีการหยุด 1 สัปดาห์ ระหว่างภาคเรียนที่ 2 กับที่ 3 หยุด 4 สัปดาห์ และมีช่วงหยุด 6 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา


+ นโยบายและจุดเน้นด้านการศึกษา
จุดเน้นในการดำเนินการด้านการศึกษาของสิงคโปร์ ประกอบด้วย
 
1. การพัฒนาครู GROW Packages
G  =  Growth
=  Recognition
=  Opportunity
W =  Well-being
การพัฒนาครูของสิงคโปร์ ประกอบด้วย การให้การสนับสนุนครู นักการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมครู

2. การจัดทำแผนแม่บท ICT
3. การพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวมโดยให้ความสำคัญต่อการจัดการสอนเรื่องค่านิยมและการปรับปรุงพฤติกรรม
4. การพัฒนาด้านอาชีวศึกษา

+ ความร่วมมือด้านการศึกษาในภูมิภาค


1. การสร้างศักยภาพในด้านพัฒนาทักษะชีวิตในการศึกษา เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬาและการศึกษานอกสถานที่
2.  การส่งเสริมเครือข่ายการศึกษาในระดับต่างๆ ของสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย
 

ข้อมูลประเทศติมอร์ เลสเต

อีเมล พิมพ์ PDF

+ การศึกษาของติมอร์ เลสเต

ติมอร์ เลสเตมีรัฐบาลที่มีองค์การสหประชาชาติเป็นผู้ให้การชี้แนะ ขณะเดียวกันได้เปิดโอกาสในการวางแผนและสร้างระบบการศึกษารูปแบบใหม่  โดยแผนพัฒนาแห่งชาติซึ่งเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคประชาชนในปี 2545 มีระยะเวลาในการทำงานห้าปีเพื่อการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2545 ถึง 30 มิ.ย. 2550 ซึ่งแผนพัฒนาฉบับนี้ถือการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์เพื่อลดความยากจนและการสร้างความเข้มแข็งในประเทศ

วิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาแห่งชาติในปี 2563  กล่าวว่า “พลเมืองชาวติมอร์ เลสเต จะมีการศึกษาที่ดี มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีศักยภาพ พึ่งตนเองได้ และสนับสนุนคุณค่าของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวไม่แบ่งแยก และมีความเสมอภาคในบริบทสากล”

วัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับนี้คือเพื่อปรับปรุงสถานภาพของการศึกษา เพื่อทำหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ดีขึ้นของปัจเจกบุคคล ครอบครัวและชุมชมในติมอร์ เลสเต รวมทั้งสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศและเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้หญิงของประเทศ โดยโครงการทางการศึกษาหลัก 8 โครงการมีเป้าหมายดังต่อไปนี้
1. ขยายการเข้าถึงการศึกษาและปรับปรุงประสิทธิภาพภายในของระบบโรงเรียน
2. ปรับปรุงคุณภาพด้านการศึกษา
3. สร้างศักยภาพด้านการบริหารและปรับปรุงการให้บริการ
4. สนับสนุนการศึกษานอกโรงเรียนและการรู้หนังสือในประชาชนกลุ่มผู้ใหญ่
5. สนับสนุนวัฒนธรรมและศิลปะของประเทศ
6. สนับสนุนการพลศึกษาและกีฬาในโรงเรียน
7. สนับสนุนสวัสดิการเยาวชน และ
8. พัฒนาการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ในขณะนี้ จำนวนผู้รู้หนังสือของประเทศติมอร์ เลสเต ที่มีอายุเกิน 15 ปียังคงอยู่ในระดับต่ำคือน้อยกว่าร้อยละ 60 โดยการไม่รู้หนังสือเกิดขึ้นมากในหมู่ผู้หญิงถึงเกือบครึ่งหนึ่งและในหมู่ผู้ชายประมาณเศษหนึ่งส่วนสามของประเทศ ระหว่างปี 2519 และ 2542 การประถมศึกษารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วแต่การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายขยายตัวได้อย่างช้าๆ เด็กรุ่นใหม่ของประเทศสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อปี 2544 ประชากรผู้ใหญ่ร้อยละ 57 ได้รับการศึกษาน้อยหรือไม่เคยเข้าเรียนหนังสือเลย ร้อยละ 23 เคยเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาเท่านั้น ส่วนร้อยละ 18 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและร้อยละ 1.4 สามารถเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา

หลังจากผลพวงของภาวะฉุกเฉินในปี 2542 โรงเรียนในประเทศถึงร้อยละ 95 ได้รับความเสียหายโดยโรงเรียนสี่ในห้าแห่งถูกทำลายลง และครูประถมศึกษาเกือบร้อยละ 20 รวมทั้งครูมัธยมศึกษาประมาณร้อยละ 90 ต้องออกนอกประเทศไป ด้วยความพยายามในการฟื้นฟู ทำให้โรงเรียนหลายแห่งกลับมาเปิดทำการได้และมีเด็กนักเรียนลงทะเบียนเรียนกันมากขึ้น ในการศึกษาระดับประถม อัตราเฉลี่ยรวมของการลงทะเบียนเรียนเพิ่มจากร้อยละ 89 ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศมาเป็นร้อยละ 110 ในปี 2544 อัตราเฉลี่ยทั้งหมดของการลงทะเบียนเรียนเพิ่มจากร้อยละ 51 เป็นร้อยละ 71

ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2546 จำนวนครูประถมเพิ่มจาก 2,992 คนเป็น 4,080 คน ทำให้อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนลดลงคือ จากครูหนึ่งคนสอนนักเรียน 67 คนเป็นครูหนึ่งคนสอนนักเรียน 45 คน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวนนักเรียนเพิ่มจาก 29,586 คนเป็น 38,180 คนโดยมีจำนวนครูเพิ่มจาก 884 คนเป็น 1,103 คน

รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับการศึกษาระบุว่า เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาแห่งชาติให้เป็นจริงขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการกล่าวถึงความท้าทายต่างๆ ภายในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้าดังนี้
1.การขจัดอุปสรรคเพื่อเพิ่มการเข้าถึง ความครอบคลุม และประสิทธิภาพภายในประเทศ
2.การเพิ่มความสำเร็จให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะการอ่านและการคำนวณ
3.การเสริมสร้างให้ระบบการเงินสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นไปอย่างยั่งยืน
4.การเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการในหน่วยงานทุกๆ แห่ง



+ องค์การซีมีโอกับประเทศติมอร์ เลสเต
องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีมีโอเข้าร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ การวัฒนธรรม เยาวชนและกีฬาแห่งประเทศติมอร์ เลสเต ตั้งแต่ปี 2544 ในปี 2547 กระทรวงศึกษาธิการฯ ของติมอร์ เลสเต มีความสนใจเข้าเป็นสมาชิกกับซีมีโอ โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสภาของซีมีโอครั้งที่ 40 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนามในปี 2548 จากข้อเสนอของที่ประชุมดังกล่าว ทำให้การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของซีมีโอครั้งที่ 28 มีการอภิปรายข้อเสนอการเป็นสมาชิกของติมอร์ เลสเต ด้วย

จากการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสฯ ทำให้สำนักเลขาธิการของซีมีโอริเริ่มกระบวนการทำให้ประเทศติมอร์ เลสเต ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการระหว่างการประชุมสภาขององค์การซีมีโอครั้งที่ 41 รวมทั้งรับรองเจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการฯ ติมอร์ เลสเต ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับซีมีโอ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการฯ รับรองการเข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับซีมีโอในเดือนมีนาคม 2549

ซีมีโอ ซึ่งมีหน่วยงานหลายแห่ง เข้าร่วมฟื้นฟูประเทศติมอร์ เลสเต เพื่อนำพาสู่ความเป็นเอกเทศซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลจากสหประชาชาติในปี 2552

ศูนย์ระดับภูมิภาคด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO INNOTECH) ในประเทศฟิลิปปินส์ร่วมกันกำหนดข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศติมอร์ เลสเต ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 43 เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้แบบใหม่ซึ่งพัฒนาจากศูนย์ระดับภูมิภาคของซีมีโอ

ในเดือน ก.ค. 2545  SEAMEO INNOTECH จัดกิจกรรมสืบค้นข้อมูลโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับการสนับสนุนของหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น กิจกรรมดังกล่าวทำให้เกิดความช่วยเหลือด้านเทคนิคและหลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับการสร้างศักยภาพองค์กรสำหรับศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมที่ดำเนินการโดยองค์การ SEAMEO INNOTECH และมีองค์การยูนิเซฟ เป็นผู้ให้ทุนอุดหนุน ภารกิจนี้ทำให้ซีมีโอความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการฯ ซึ่งในภายหลังมีส่วนช่วยในกิจกรรมการศึกษาวิจัยของ SEAMEO INNOTECH ในประเทศฟิลิปปินส์ นำโดย ฯพณฯ รัฐมนตรี Armindo Maia ท่านอธิบดี Domingos de Souza และเจ้าหน้าที่สำคัญๆ ของกระทรวงรวมทั้งองค์การยูนิเซฟในติมอร์ เลสเต

ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยบัณฑิตศึกษาและการวิจัยด้านเกษตรกรรมของซีมีโอ (SEAMEO SEARCA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก DAAD ทำการศึกษาในพื้นที่ของประเทศติมอร์ เลสเต เพื่อคัดเลือกผู้สมัครในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการเกษตรและวิชาที่เกี่ยวข้องภายใต้ทุนของ SEARCA DAAD ตั้งแต่ปี 2546

 

ข้อมูลประเทศบรูไนดารุสซาลาม

อีเมล พิมพ์ PDF

+ การศึกษาของบรูไนดารุสซาลาม

ระบบการศึกษา
         ประเทศบรูไนดารุสซาลามไม่มีการศึกษาภาคบังคับ แต่การศึกษาเป็นสากล และจัดให้ฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป การศึกษาแบ่งออกเป็นระดับก่อนประถมศึกษา 1 ปี ระดับประถมศึกษา 6 ปี ระดับมัธยมศึกษา 7-8 ปี ซึ่งแบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2-3 ปี และระดับเตรียมอุดมศึกษา 2 ปี และระดับมหาวิทยาลัย 3-4 ปี

         •  ระดับก่อนประถมศึกษา
             เด็กทุกคนต้องเข้าศึกษาในระดับก่อนประถมศึกษา 1 ปี เมื่ออายุ 5 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา

         •  ระดับประถมศึกษา 
             การศึกษาระดับประถมศึกษาแบ่งออกเป็นสองระดับคือ ระดับประถมต้น 3 ปี และประถมปลาย 2-3 ปี หลังจากจบการศึกษาระดับประถมศึกษา 6 ปี นักเรียนจะต้องเข้ารับการทดสอบข้อสอบกลาง (PCE : Primary Certificate of Examination) ซึ่งการศึกษาในระดับนี้มีจุดประสงค์เพื่อปูพื้นฐานด้านการเขียน การอ่าน และการคำนวณให้แก่นักเรียน เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาตนเอง
        
         •  ระดับมัธยมศึกษา
             การศึกษาระดับมัธยมศึกษารวมใช้เวลา 7-8 ปี (มัธยมศึกษา 1-5 และ เตรียมอุดมศึกษา 2 ปี)
               - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
                ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีระยะเวลา 3 ปี หลังมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว นักเรียนจะต้องทดสอบ BJCE (Brunei Junior Certificate of Education) จึงสามารถเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเลือกเรียนวิชาด้านช่าง และเทคนิคพื้นฐานที่สถาบันการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษา
                - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
                มีระยะเวลา 2-3 ปี นักเรียนจะเลือกเรียนสายศิลป์ สายวิทย์ หรือสายอาชีพ ตามแต่ผลการสอบ BJCE หลักจากเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว (ระดับ 5) เด็กต้องสอบข้อสอบ Brunei-Cambridge General Certificate of Education : BCGCE “O”  level หรือสำเร็จการศึกษาระดับ 6 เด็กต้องสอบข้อสอบ Brunei-Cambridge General Certificate of Education : BCGCE “A” level แล้วจึงจะมีสิทธิ์เรียนต่อระดับเตรียมอุดมศึกษา
                 - ระดับเตรียมอุดมศึกษา มีระยะเวลา 2 ปี

         •  ระดับปริญญาตรี
             การศึกษาระดับปริญญาตรีจะจัดให้กับเด็กที่มีผลการศึกษาดี มีศักยภาพในการศึกษาต่อได้ หรือศึกษาในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวะ และเทคนิคต่าง ๆ วิทยาลัยต่าง ๆ

         โรงเรียนเอกชน (Non-Government Schools)
         โรงเรียนเอกชนมีบทบาทในการช่วยแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของรัฐบาล โดยโรงเรียนเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการมี 5 ประเภท ได้แก่ โรงเรียนภาคบังคับตามปกติ (ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา) โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนสอนตัดเสื้อ

         การศึกษา และการฝึกหัดด้านอาชีวะและเทคนิค
         กรมการศึกษาด้านเทคนิค (Department of Technical Education – DTE) เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการจัดการศึกษา และการฝึกหัดด้านอาชีวะและเทคนิค (Technical and Vocational Education and Training) และโปรแกรมเกี่ยวกับการศึกษาต่อ (Continuing Education-CE)

         ระบบการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2528 กำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษามาเลย์ในการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 3 ครูจะสอนทุกวิชาด้วยภาษามาเลย์ ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษซึ่งใช้ภาษาอังกฤษในการสอน สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป โรงเรียนจะใช้ทั้งภาษามาเลย์ และภาษาอังกฤษในการสอน โดยภาษามาเลย์ใช้สำหรับสอนวิชาเกี่ยวกับมาเลย์ ความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม พลศึกษา ศิลปะและการช่าง และวิชาหน้าที่พลเมือง ส่วนภาษาอังกฤษใช้ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เป็นต้น


+ นโยบาย/จุดเน้นด้านการศึกษา
           กระทรวงศึกษาธิการบรูไนดารุสซาลาม ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์  2007 – 2012  และการจัดทำวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาของบรูไนดารุสซาลาม 2035 โดยได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างสังคมบนพื้นฐานแห่งทักษะ และความรอบรู้ภายใต้ระบบการศึกษา “world class education system”  ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้การศึกษาเป็นหนึ่งใน 8 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ  พร้อมทั้งได้ใช้เงินกองทุนพัฒนาใน การลงทุนการศึกษาในอัตราร้อยละ 8.7 รวมทั้งการพัฒนาด้านโครงสร้าง ICT 

          ระบบการศึกษาของบรูไนดารุสซาลามมุ่งตอบสนองความต้องการของศตวรรษที่ 21  โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ มีโอกาสเลือกเรียนสาขาวิชาการต่างๆในระดับอุดมศึกษา ที่มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์สันติภาพและความรุ่งเรืองของชาติ

 ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาแห่งชาติของบรูไนดารุสซาลามเน้นในเรื่องต่างๆ ดังนี้
- การลงทุนทางการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
- การนำแนวปฏิบัติที่ดีจากนานาชาติมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนของประเทศ
- การพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษา และอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดธุรกิจและอุตสาหกรรม
- การส่งเสริมสมรรถนะในการใช้ ICT สำหรับผู้เรียน ครู บุคลากรการศึกษา รวมทั้งการ การบูรณาการ เรื่อง ICT ในหลักสูตรของโรงเรียน
- การดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปิดโอกาสให้สามารถศึกษาต่อได้ในระดับอุดมศึกษา
- การส่งเสริมการวิจัย การพัฒนาและนวัตกรรม ทั้งจากงบประมาณภาครัฐ เอกชน และความร่วมมือกับต่างประเทศ
- การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
- การพัฒนาการจัดการของสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ บรูไน ดารุสซาลาม ยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ดังนี้
- การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการจัดการศึกษาในโรงเรียน วิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา
- การพัฒนาหลักสูตร การศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและสังคมในปัจจุบัน   และอนาคต
- การพัฒนาโรงเรียน เช่น การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการจัดการเรียน การสอน เช่น     การใช้คอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในชั้นเรียน
- การพัฒนาผู้นำนักเรียน
การพัฒนาหุ้นส่วนความร่วมมือในชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการพัฒนาองค์กรวิชาชีพที่มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้และมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการเรียน การสอน 


+ ความร่วมมือด้านการศึกษาในภูมิภาค
บรูไน ดารุสซาลาม ให้ความสนใจในการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาระดับต่างๆ ดังนี้

ระดับการอุดมศึกษา
- ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา
- การพัฒนาสถาบันนานาชาติ
- การส่งเสริมโครงการ Twining Schools
- การแลกเปลี่ยนนักเรียนและบุคลากร

 ระดับการอาชีวศึกษา
- การพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา
- การฝึกปฏิบัติงานของนักเรียนและ  บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม
 - การสร้างนวัตกรรม

ระดับการศึกษาพื้นฐาน
- การพัฒนาเยาวชนให้มีพื้นความรู้ที่แข็งแกร่งในด้านภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์  การคิดคำนวณ การรังสรรค์นวัตกรรม และการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์
- การบูรณาการการสอนด้าน IT ในหลักสูตรต่างๆ
- การพัฒนาการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์
- การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
- การศึกษาตลอดชีวิต และการศึกษาต่อเนื่อง 

 


JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL
 

สำหรับเว็บมาสเตอร์


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter

mod_vvisit_counterวันนี้224
mod_vvisit_counterเมื่อวาน1638
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้5540
mod_vvisit_counterเดือนนี้40181
mod_vvisit_counterสถิติทั้งหมด870669

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3409765
เรามี 26 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



cappadocia , cappadocia tours , cappadocia hotels ,Turkish Heritage Travel
backlink, hacklink, backlink ekleme ,hacker,turk hacker,pr artırma , pagerank yukseltme
escort, escort bayan, escort bayan istanbul, escort bayan ankara