Increase font sizeDefault font sizeDecrease font size     
   
ค้นหาจาก เว็บของสำนักฯ Google :    
  Advance Search  
      26 Dec 2014    
ประกาศ :
 

จีน

อีเมล พิมพ์ PDF

ความร่วมมือด้านการศึกษากับสาธารณรัฐประชาชนจีน

------------------------

ข้อมูลเดิม

          ในระยะก่อนการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2546 กระทรวงศึกษาธิการดำเนินความร่วมมือด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและกีฬากับจีนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง     โดยหน่วยงานและสถาบันการศึกษาได้ลงนามความตกลงกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของจีนหลายแห่ง เช่น

-      กรมพลศึกษาลงนามในความร่วมมือด้านการกีฬากับกรมวิเทศสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการจีน เมื่อปี พ..2538

-      สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการศึกษามณฑลหูหนานด้านการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บริหาร การเรียนการสอนภาษาจีน งานวิจัย และความร่วมมือกับศูนย์วิจัยเนื้อสัตว์ของจีน

-     สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศปักกิ่ง ในการผลิตบัณฑิตระดับ ป.ตรีสาขาวิชาเอกภาษาจีน การฝึกอบรมครูวิชาประวัติศาสตร์/วัฒนธรรมจีน

-     สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา สป. มีข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้บริหารการศึกษากับสถาบันการศึกษาปักกิ่ง (Beijing Institute of Education/BIE)  และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการยูนนาน ด้านการแลกเปลี่ยนผู้บริหารการศึกษา การแลกเปลี่ยนผลงานการวิจัยทางการศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากร

-     กรมวิชาการลงนามในแผนการปฏิบัติ ความร่วมมือด้านการสอนภาษาจีนกับกรมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจีน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545

-     สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ จัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและการแลกเปลี่ยนบุคลากร/นักศึกษากับมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่งเมื่อปี พ..2539 และข้อตกลงความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากร/นักศึกษากับมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี เมื่อปี พ..2543

-     สถาบันราชภัฏลำปางจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล เพื่อจัดตั้งศูนย์จีนศึกษาที่สถาบันราชภัฏลำปาง เมื่อปี พ..2544

-     สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ลำปาง และสวนสุนันทามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยูนนาน   เพื่อจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูนนาน

-     สถาบันราชภัฏธนบุรีมีข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคุนหมิงด้านการแลกเปลี่ยนอาจารย์สอนภาษาไทยและจีน

นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย-จีน (ลงนามเมื่อปี 2521) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เกษตร สาธารณสุข และการศึกษา (เน้นการสอนภาษาจีน) ด้วยโดยมีกรมวิเทศสหการของไทย (ปัจจุบันคือสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

 
การจัดทำความตกลงด้านการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการเคยทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านวัฒนธรรมกับกระทรวงวัฒนธรรมจีน เมื่อปี พ..2539 ต่อมาได้จัดทำแผนปฏิบัติการร่วม ระยะ 2 ปี โดยแผนที่ 1 ระหว่างปี พ..2541-2542 แผนที่ 2 ระหว่างปี พ..2543-2544 และแผนที่ 3 ระหว่างปี พ..2545-2546

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เคยจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านอุดมศึกษากับทบวงมหาวิทยาลัเมื่อปี พ..2542 แต่เมื่อประเทศไทยมีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้เสนอให้มีการปรับปรุง MOU ด้านการศึกษาระหว่างไทยกับจีนใหม่ โดยขอให้ฝ่ายไทยเป็นผู้ยกร่าง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เชิญผู้แทนองค์กรหลักมาเข้าร่วมประชุมหารือ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2547 โดยมีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการฝ่ายต่างประเทศเป็นประธาน และมีการส่งร่างโต้ตอบกับฝ่ายจีนหลายครั้ง จนกระทั่งได้ข้อยุติด้านเนื้อหาสาระของร่างความตกลงดังกล่าว     ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการจัดทำความตกลงดังกล่าว    และมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนามแล้ว ในการนี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน (Mr. Hao Ping) ได้ลงนามในบันทึกความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-จีน (Agreement on Educational Cooperation) ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีของไทยและจีนร่วมเป็นพยานการลงนามดังกล่าว  สำหรับวัตถุประสงค์ของความตกลงฉบับนี้ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการศึกษาและวิชาการระหว่างไทยกับจีน โดยมีสาระสำคัญได้แก่ การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนสองฝ่าย การแลกเปลี่ยนนักเรียนทุน  การสอนภาษาและแลกเปลี่ยนครู การแลกเปลี่ยนทางวิชาการรวมทั้งความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ตลอดจนความร่วมมือด้านการฝึกอบรม เป็นต้น ทั้งนี้ ภาคีสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) เพื่อเป็นกลไกการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-จีน ด้านการศึกษา

อนึ่ง ระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้จัดให้มีการจัดทำความตกลงว่าด้วยการเทียบวุฒิการศึกษากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาของทั้งสองฝ่าย สำหรับบันทึกความตกลงฉบับนี้ได้มีการลงนามความตกลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย และ Prof. Zhou Ji รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ ได้มีการลงนามการขยายอายุความตกลงว่าด้วยการยอมรับปริญญาระดับอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทย-จีน ฉบับใหม่ ระหว่าง นาย Hao Ping รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน กับ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไทย โดยได้จัดขึ้นระหว่างการประชุมโต๊ะกลม ในวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ที่มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

การดำเนินความร่วมมือด้านการเรียนการสอนภาษาจีน

          สำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ (Office of Chinese Language Council International: TOCLCI หรือ HANBAN: ฮั่นปั้น) เดิมชื่อสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศ (National Office for Teaching Chinese as a Foreign Language: NOCFL) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลจีนที่รับผิดชอบในการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ  ต่าง ๆ โดยการผลิตครูที่มีคุณภาพและคัดเลือกครูเพื่อส่งไปปฏิบัติงานในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนการจัดทำหลักสูตร การทดสอบความรู้ HSK การฝึกอบรมและผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาจีน

สำนักงาน HANBAN แห่งนี้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการมากขึ้นในช่วงปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของแผนปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรม ฉบับที่ 3 โดยได้มีการส่งคณะผู้แทนมาเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมากขึ้น ได้แก่ การส่งครูจีนมาช่วยสอน การส่งผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูภาษาจีน การให้ทุนฝึกอบรมแก่ครูไทย ตลอดจนการให้แบบเรียนเพื่อสอนในโรงเรียนเอกชน เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนได้ส่ง Ms. Pang Li มาเป็นเลขานุการเอก เพื่อดูแลด้านการศึกษาโดยตรง โดยแยกออกจากงานด้านวัฒนธรรม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นต้นมา นอกจากนี้ HANBAN ได้ดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรและสื่อการเรียนภาษาจีน การพัฒนาครู และทุนต่าง ๆ

 

การดำเนินความร่วมมือกับสำนักพิมพ์อุดมศึกษาแห่งประเทศจีน (HEP)

สำนักพิมพ์อุดมศึกษาแห่งประเทศจีน (Higher Education Press: HEP) เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน อยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการจีน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1954 วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา ต่อมามีการผลิตสื่อในทุกระดับชั้นและทุกสาขาวิชา โดยมีการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ HEP มีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกับนานาประเทศ กว่า 20 ประเทศ รวมถึง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและประเทศไทยด้วย

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ขอให้ HEP พิจารณาให้การสนับสนุนการผลิตสื่อสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยจะมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือร่วมกับ HEP ต่อไป

ทั้งนี้ สำนักพิมพ์อุดมศึกษาแห่งประเทศจีน (HEP) ได้มาเยือนกระทรวงศึกษาธิการในระหว่างวันที่ 11 13 สิงหาคม 2552 เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนการผลิตสื่อทั้ง 4 สาขาวิชา ซึ่งฝ่าย HEP จะขอเวลาในการประชุมหารือกับคณะทำงานของ HEP เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินงานตามข้อเสนอและความประสงค์ของฝ่ายไทย พร้อมทั้งจะต้องศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรของไทยในแต่ละสาขาวิชาอย่างละเอียด สำหรับส่วนของฝ่ายไทยจะเตรียมจัดตั้งคณะทำงานในแต่ละสาขาวิชาขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือ และเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานระหว่างกัน ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะจัดทำบทบันทึกข้อตกลงตามที่ได้หารือร่วมกัน เพื่อนำเสนอผู้บริหารระดับสูงแต่ละฝ่ายต่อไปด้วย

 

การฝึกอบรมภาษาจีนให้แก่ครูไทย

          กระทรวงศึกษาธิการจีนจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาจีนให้แก่ครูไทยตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ดังนี้

- อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 97 คน ณ มหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล และมหาวิทยาลัยยูนนาน ระหว่างวันที่ 5-31 ตุลาคม 2546

- อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 100 คน ระยะเวลา ณ มหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มัล เมืองคุนหมิง ระหว่างวันที่ 4 - 28 เมษายน 2547 และที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน ระหว่างวันที่ 8 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2547

-   อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 140 คน ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2548

-   อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 300 คน ระหว่างเดือนเมษายน พฤษภาคม 2549

-   อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 600 คน ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2550

-   อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 290 คน ระหว่างเดือนเมษายน พฤษภาคม 2551

-   อบรมให้แก่ครูไทย จำนวน 295 คน (สพฐ. จำนวน 150 คน  สช. 120 คน สอศ. 20 คน และ กศน.  5 คน)เดินทางไปอบรมในช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน 2552

           -   อบรมและจัดคณะผู้บริหารไปดูงาน จำนวน 300 คน (ซึ่งล่าสุด สพฐ. ได้จัดส่งผู้บริหารไปดูงานที่มณฑลกวางโจว 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ สอศ. และ สช. ยังจัดส่งคณะผู้บริหารและครู จำนวน 20 คน ไปมณฑลซานตงในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2553)


การสนับสนุนสื่อการเรียนภาษาจีน

กระทรวงศึกษาธิการจีนได้มอบหนังสือเรียนชุด ภาษาจีนหรรษาจำนวน 2,000 ชุด เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนของไทย เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 ต่อมาในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ Madam Xu Lin ผู้อำนวยการ HANBAN เมื่อวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2550 ได้มีการเปิดตัวหนังสือแบบเรียนภาษาจีนชุด สัมผัสภาษาจีน ซึ่งประกอบด้วยหนังสือเรียน แบบฝึกหัดและวีซีดีประกอบการสอนที่ฝ่ายจีนได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมผลิตกับฝ่ายไทย ได้แก่

- HEP (Higher Education Press) จัดทำหนังสือระดับ ป.1-6 ม.1- ม.3 และ ม.4- ม.6 ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เริ่มเรียนในแต่ละระดับ

- มหาวิทยาลัยยูนาน จัดทำหนังสือระดับ ม.1- ม.6 และ ม.1- ม.3 ซึ่งเนื้อหาจะยากกว่าชุดของ HEP เพราะเหมาะสำหรับผู้เรียนที่เคยเรียนภาษาจีนมาแล้วระดับหนึ่ง

 

การจัดทำหลักสูตรภาษาจีน

          รัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรภาษาจีน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับกลาง-สูง ตามมาตรฐานหลักสูตรภาษาต่างประเทศ เพื่อใช้ในโครงการนำร่องในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550

 

การจัดส่งครูอาสาสมัครภาษาจีน

          รัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนครูอาสาสมัครของจีนเพื่อมาสอนในประเทศไทยตามความต้องการของสถานศึกษาไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนเอกชน ตั้งแต่ปี 2546 2548 ปีละประมาณ 100 คน    ต่อมาปี 2549 เพิ่มเป็น 145 คน ปี 2550 ได้เพิ่มเป็น 600 คน  ปี 2551 มีทั้งสิ้น 870 คน ปี 2552 มีทั้งสิ้น 1,018 คน และในปี 2553 มีทั้งสิ้น 1,200 คน โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัด สกอ. 98 คน สพฐ. 500 คน สช. 470 คน สอศ. 65 คน และสถาบันขงจื้อและห้องเรียนขงจื้อ 84 คน 


โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา

เมื่อปี 2547 รัฐบาลไทยมีนโยบายให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักเรียนที่ขาดแคลนในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตามโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน โดยให้นักเรียนที่มีฐานะยากจนเลือกที่จะศึกษาต่อภายในประเทศหรือต่างประเทศ ปรากฏว่า นักเรียนในโครงการรุ่นที่ 1 เลือกเรียนที่ประเทศจีน 96 คน  ซึ่งขณะนี้ นักเรียน  66 คน ศึกษาอยู่ที่ปักกิ่ง และ นักเรียน 30 คน ศึกษาอยู่ที่เซี้ยงไฮ้ และมีนักเรียน 1 คน กลับมาศึกษาต่อในประเทศไทย ส่วนรุ่นที่ 2 มีนักเรียนเลือกเรียนที่จีน 99 คน กลับมาศึกษาต่อในประเทศไทย 1 คน

 

การจัดตั้ง Chinese Center

          เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 Mdm. Yan Meihua อธิบดีสำนักงานแห่งชาติเพื่อการสอนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศ (National Office for Teaching Chinese as a Foreign Language) ได้เข้าเยี่ยมคารวะปลัดกระทรวงศึกษาธิการเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการสอนภาษาจีน ในการนี้         ปลัดกระทรวงศึกษาธิการขอให้ฝ่ายจีนพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ภาษาจีน (Chinese Center) เพื่อเป็นหน่วยงานพิเศษด้านการเรียนการสอนภาษาจีน และเป็นหน่วยงานกลางในการประสานกับฝ่ายจีนโดยตรง  โดยฝ่ายไทยยินดีสนับสนุนสถานที่และบุคลากรในการดำเนินงาน ทั้งนี้จะเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งฝ่ายจีนได้รับข้อเสนอไปพิจารณา ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้จัดประชุมหารือเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547 และ 2 กุมภาพันธ์ 2548 เพื่อศึกษาความพร้อมของสถานที่และบุคลากร ขณะเดียวกันฝ่ายจีนได้เสนอเรื่องการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อ (Confucius Institute) เพื่อขอเปิดดำเนินการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ดังนั้นการจัดตั้ง Chinese Center จึงยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอข้อพิจารณาเรื่องดังกล่าว (ปัจจุบันปลัดกระทรวงศึกษาธิการขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินงานไปพลางก่อน)

 

โครงการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อ

สำนักงานแห่งชาติเพื่อการสอนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศ (National Office for Teaching Chinese as a Foreign Language) ได้เสนอโครงการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อขึ้นในประเทศไทย สำหรับสถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่ไม่แสวงหาผลกำไรของจีน ซึ่งจะเป็นสาขาย่อยของสำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่   ณ กรุงปักกิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ได้แก่ การสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอน การฝึกอบรมครู การสอบวัดความรู้ภาษาจีน (HSK) การจัดโปรแกรมการเรียนภาษาจีน การบูรณาการหลักสูตรภาษาจีน และจัดกิจกรรมทางวิชาการ ปัจจุบันฝ่ายจีนได้จัดตั้งสถาบันขงจื้อในสถานศึกษาของไทยแล้ว 13 แห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (สาขาสุพรรณบุรี) เป็นต้น  ทั้งนี้ มีงบประมาณในการเริ่มดำเนินการให้มหาวิทยาลัยละประมาณ 100,000 เหรียญสหรัฐฯ และจีนจะส่งผู้อำนวยการสถาบันซึ่งเป็นคนจีนมาประจำอยู่ที่สถาบันขงจื้อด้วย โดยได้รับเงินเดือนโดยตรงจากประเทศจีน

สำหรับในปี 2552 จะเปิดห้องเรียนขงจื้ออีก 11 แห่ง ซึ่งจะเป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 6 แห่ง และโรงเรียนในสังกัด สช. 5 แห่ง ทั้งนี้ จะมีงบประมาณในการเริ่มดำเนินการให้โรงเรียนละประมาณ 30,000 50,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน และจะคัดเลือกครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนมาช่วยสอนที่ห้องเรียนขงจื้อด้วย

 

การจัดตั้งศูนย์เครือข่ายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน

          สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดตั้งศูนย์เครือข่ายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนที่มีความพร้อมตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวม 23 แห่ง โดยศูนย์เหล่านี้จะจัดการเรียนการสอนที่เข้มข้น และเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนที่เปิดสอนภาษาจีนอื่น ๆ

 

โครงการค่ายเยาวชนไทย-จีน เฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน

          กระทรวงศึกษาธิการได้เป็นเจ้าภาพจัดค่ายเยาวชนไทย-จีน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนสองประเทศและร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ระหว่างวันที่ 21-28 สิงหาคม 2548 โดยมีครูและนักเรียนของไทยและจีนเข้าร่วมกิจกรรม 150 คน ผลปรากฏว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ฝ่ายจีนเสนอที่จะเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป (สถานะล่าสุดรัฐบาลจีนโดย HANBAN ได้เชิญคณะนักเรียนไทย จำนวน 50 คนเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชน เมื่อเดือนตุลาคม 2550)

 

โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนไทย-จีน

          มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตร่วมกับสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้ดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาจำนวน 80 คน ไปเยือนจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 และฝ่ายจีนได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาจำนวน 80 คน มาเยือนไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้ขอความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการจัดดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนไทย-จีน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับเยาวชน ปีละ 10 คน โดยในปี 2549 และในปี 2550 มีกำหนดส่งคณะเยาวชนมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 1-8 สิงหาคม 2550

 

โครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน

          สืบเนื่องจากการค้าและเศรษฐกิจของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศทางตะวันออกมีอัตราความเจริญทางด้านเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยล้านคน ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนการค้าการลงทุน และส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และวิชาการระหว่างไทยกับจีนมากขึ้น ดังนั้น  การสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาจีนจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินเนินธุรกิจ และการติดต่อค้าขายระหว่างสองประเทศเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนภาษาจีนดังกล่าวจึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นของนักวิชาการ โรงเรียน สมาคม พ่อค้า และ   นักธุรกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2-3 กันยายน 2548 ณ โรงแรมโรสการ์เดน และวันที่ 19-20 กันยายน 2548 ณ โรงแรมรอแยลเบญจา เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และกำหนดแนวทางการดำเนินงานการจัดเรียนการสอนภาษาจีนที่สอดคล้องกับนโยบาย และความต้องการของทุกฝ่าย หลังจากนั้นได้จัดประชุมสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาที่จะเปิดสอนภาษาจีนในปีการศึกษา 2549 เมื่อวันที่ 11-12 มกราคม 2549 ต่อมาคณะทำงานปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาจีนฯ ได้ยกร่างแผนยุทธศาสตร์การเรียนการสอนภาษาจีนของกระทรวงศึกษาธิการ ระยะ 5 ปี (2549-2553) เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549        

 

คณะกรรมการร่วมทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (คกร.) ไทย-จีน

            กระทรวงการต่างประเทศได้ลงนามในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทยจีน โดยมีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ทุก 1 ½ ปี เพื่อพิจารณาคำขอโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการตามที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการมีผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงฯ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาร่วมในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษา/ฝึกอบรม/ดูงานประมาณปีละ 7-10 ทุน อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการจัดทำบันทึกความ   ตกลงกับหน่วยงานของจีนโดยตรง จึงให้สำคัญแก่การเจรจาภายใต้กรอบของคณะกรรมการฯ น้อยลง สถานะล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการได้ส่งคำขอโครงการสำหรับปี 2548/2549 ไปยังสำนักงานพัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศ (TIGA) จำนวน 5 คำขอ สำรอง 1 คำขอ และคณะกรรมการร่วมทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย-จีน ได้อนุมัติโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการศึกษา  ดูงานการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนและค่ายภาษาวัฒนธรรมไทย-จีน และโครงการพัฒนาเรือประมงเหล็กต้นแบบขนาด 500 ตัน

          สำหรับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้มีแนวโน้มที่จะพิจารณาลดความสำคัญของโครงการความร่วมมือที่เกี่ยวกับทุนการศึกษาและการฝึกอบรมให้น้อยลง (ยกเว้นงานวิจัย)        เมื่อความตกลงด้านการศึกษาระหว่างไทยกับจีนมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายจีนได้โอนงานและงบประมาณที่จะจัดสรรทุนด้านการศึกษามาให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการ

 

การจัดสัมมนาทางวิชาการและนิทรรศการการศึกษาไทย-จีน

          เพื่อเป็นการเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการและส่งเสริมการศึกษาของไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้จัดการสัมมนาทางวิชาการและนิทรรศการการศึกษาไทย ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี 2548 โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่นครคุณหมิง เมื่อเดือนมีนาคม 2548 หลังจากนั้นได้กระจายไปยังเมืองต่าง ๆ และในปี 2550 มีกำหนดจัดขึ้นที่เมืองหนานหนิง ระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2550

 

โครงการเครือข่ายเพื่อนประเทศไทย

                   เป็นโครงการริเริมของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันดีระดับเยาวชนของไทยกับจีน โดยได้นำคณะนักเรียนจีนระดับมัธยมศึกษาเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อพบปะและร่วมกิจกรรมกับนักเรียนไทยในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 และ 2550 และได้ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการจีนเพื่อให้การต้อนรับคณะนักเรียนไทย จำนวน 37 คน เมื่อเดือนตุลาคม 2550

 

โครงการ Heart-to-Heart Partnership Program

                   เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก กรุงปักกิ่ง 2008 จัดโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสากลร่วมกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดสปิริตของกีฬาโอลิมปิก เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และส่งเสริมมิตรภาพระหว่างเยาวชนจีนกับเยาวชนต่างชาติ โดยกำหนดให้โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในกรุงปักกิ่ง จำนวนกว่า 200 แห่ง จับคู่กับโรงเรียนของชาติสมาชิก 205 ประเทศ ในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาจัดให้โรงเรียนปากเกร็ดเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งจะจับคู่กับโรงเรียนมัธยมรถไฟปักกิ่งที่ 2 (Beijing No.2 Railway Middle School) ขณะนี้ได้มีการจัดส่งคณะครูและนักเรียนเดินทางไปกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 20-24 พฤศจิกายน 2550 เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่คาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงกีฬาโอลิมปิก 2008 ณ กรุงปักกิ่ง ได้แก่ การจัดแสดงทางวัฒนธรรม การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเทศไทย และการพบปะระหว่างเยาวชนไทย-จีน เป็นต้น

 

โครงการพัฒนาครูสอนภาษาจีน

                   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดทำหลักสูตร 4 + 1 ขึ้นโดย สพฐ. ขอให้ สกอ. คัดเลือกนักศึกษาที่เรียนจบเอกภาษาจีน จำนวน 100 คนเพื่อไปศึกษาต่อด้านวิชาชีพครู ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ทำสัญญากับนักศึกษาดังกล่าวว่าเมื่อศึกษาจบหลักสูตรแล้วจะกลับมาทำงานเป็นข้าราชการครูในสังกัด สพฐ. สำหรับในปี 2551 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มโครงการนี้ จัดส่งไปทั้งหมด 124 คน มีนักศึกษาไปเรียนทั้งหมด 100 คน และครูสอนภาษาจีน จำนวน 24 คน (สพฐ. 5 คน และ สช. 19 คน) ไปศึกษาเพิ่มเติมการสอนภาษาจีน โดยแบ่งไปศึกษาตามมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ในประเทศจีนในมณฑลยูนาน เทียนจิน ปักกิ่ง เซี้ยงไฮ้ขณะนี้ นักเรียนทุนรุ่นที่ 1 ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอการบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในปี 2552 สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย แจ้งว่า Hanban จะเพิ่มทุนสำหรับครูไทยอีก 110 ทุน เพื่อไปเรียนระยะยาวเป็นเวลา 1 ปี เป็นทั้งหมด 210 ทุน โดยมีเงื่อนว่าเมื่อเรียนกลับมาแล้วจะต้องมาเป็นครูสอนภาษาจีน ซึ่งในจำนวน 210 ทุนที่ Hanban ให้เพิ่มนี้ จะแบ่งให้ สพฐ. จำนวน 160 ทุน (สพฐ. 150 ทุน และ กทม. 10 ทุน) และ สช. จำนวน 40 ทุน  

 

โครงการดูงานของคณะผู้บริหารของไทย

                   สถานเอกอัครราชทูตให้ทุนการศึกษาดูงานแก่คณะผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการไทย โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 110 คน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 20 คน สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน 50 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 20 คน

                   ทั้งนี้ สพฐ. ได้แบ่งคณะดูงานเป็น 3 คณะ เดินทางไปกวางโจว ยูนานและปักกิ่ง ซึ่งจะเดินทางไปดูงานระหว่างวันที่ 20 27 พฤศจิกายน 2552  สกอ. จะเดินทางไปเซี้ยงไฮ้ สป.และ สอศ. มีกำหนดการจะเดินทางไปฉงชิ่ง ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 

 
ข้อมูล 29/12/2010
 
 

สำหรับเว็บมาสเตอร์


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter

mod_vvisit_counterวันนี้2007
mod_vvisit_counterเมื่อวาน1788
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้10877
mod_vvisit_counterเดือนนี้69666
mod_vvisit_counterสถิติทั้งหมด1503543

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4133478
เรามี 125 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



cappadocia , cappadocia tours , cappadocia hotels ,Turkish Heritage Travel
backlink, hacklink, backlink ekleme ,hacker,turk hacker,pr artırma , pagerank yukseltme
escort, escort bayan, escort bayan istanbul, escort bayan ankara