"ความท้าทายทางวิทยาศาสตร์ เฉกเช่นการไต่เขาเอเวอเรสต์"
โดยอะดา อี. โยนัต
แปลจากบทความเรื่อง “The challenge of science is like climbing Mount Everest”
วารสารยูเนสโก คูริเย Education: Still searching for Utopia? ฉบับเดือนมกราคม-มีนาคม 2561

 

cou 01 18 yonath 01 bis

 

สัมภาษณ์โดย คาทีย์ โนลัน
อะดา อี. โยนัต นักผลึตศาสตร์ชาวอิสราเอล ผู้ได้รับรางวัลลอริอัล-ยูเนสโกเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ เมื่อปี 2551 และเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลในสาขาเคมีในปีถัดมา (2552) กับผลงานบุกเบิกการค้นพบโครงสร้าง และการทำงานของไรโบโซมที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนในเซลล์ งานวิจัยของเธอเป็นกุญแจไขความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของยาปฏิชีวนะ ในการสัมภาษณ์เธออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ โยนัตได้พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของเธอ รวมถึงเรื่องราวที่เธอโปรดปรานสองเรื่อง ได้แก่ การถ่ายทอดความสนุกสนานในงานวิทยาศาสตร์สู่เยาวชน และการส่งเสริมบริษัทขายยาให้ผลิตยาปฏิชีวนะใหม่ๆ ที่ดีขึ้น

 

คุณเริ่มให้ความสนใจในงานวิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่อไร?
ดิฉันเป็นคนอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ ต้องการรู้ว่าการทำงานของโลกเป็นอย่างไร ?  หนึ่งในการทดลองแรกๆของดิฉันเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 5 ขวบ มันจบลงด้วยการประสบอุบัติเหตุ ดิฉันต้องการวัดความสูงจากพื้นบ้านถึง เพดาน  ในช่วงเวลานั้น พวกเราอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ 4 ชั้นที่เยรูซาเล็ม ซึ่งมีสามครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยกัน พวกเรายากจนมาก ดิฉันเดินไปที่ระเบียง ยกเฟอร์นิเจอร์ขึ้นมาตั้งกองไว้ มีทั้งโต๊ะ เก้าอี้ แต่ยังคงสูงไม่ถึงเพดาน ดิฉันพยายามปีนไปตรงส่วนบนสุด แต่กลับกลิ้งตกลงไปที่สนามหลังบ้านและแขนหัก แต่ยังโชคดีที่ความอยากรู้อยากเห็นของดิฉันยังคงอยู่ รวมถึงความใฝ่ฝันด้านวิทยาศาสตร์ยังคงไม่หมดสิ้นไป

 

คุณเคยพูดว่าผู้ปกครองของคุณมักจะส่งเสริมคุณให้เรียนหนังสือ แต่คุณต้องพบกับความยากลำบากในระยะแรกๆ
ดิฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองต้องพบความยุ่งยากในการเรียนหนังสือทั้งที่โรงเรียน หรือที่บ้านเลย  ความยากลำบากเกิดขึ้นจากความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ ดิฉันมีความทรงจำที่เป็นเลิศ ในขณะนั้นนะ ไม่ใช่ตอนนี้  แต่การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างแร้นแค้นมาก  พ่อของดิฉันเป็นเจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ท่านเสียชีวิตเมื่อดิฉันอายุได้11 ปี ดิฉันมีพี่เลี้ยงคนหนึ่ง พวกเรามีรายได้น้อยมาก ดิฉันจึงต้องทำงานจิปาถะ ทั้งถูพื้น ล้างจาน สอนพิเศษให้เด็กเล็กๆ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ฯ ลฯ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนมีห้องปฏิบัติการเคมี และงานของดิฉันคือทำความสะอาดห้องปฏิบัติการดังกล่าว ดิฉันได้ทำการทดลองสิ่งต่างๆ ที่นั่นด้วย ดิฉันตื่นนอนตีห้าครึ่ง เริ่มต้นสอนนักเรียนคนแรกตอนหกโมงเช้า ดิฉันสอนวิชาคณิตศาสตร์และเคมี  ต้องทำงานตลอดวันและมีเวลาหลับเพียงเล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดิฉันรู้เกิดความเบื่อหน่ายเลย

cou 01 18 yonath 02

คุณคิดว่าความยากลำบากเหล่านี้ทำช่วยทำให้คุณเป็นคนปรับตัวได้ดีขึ้นไหม ?
อาจจะใช่ ดิฉันถูกมองว่าเป็นคนฟั่นเฟือนมานานหลายปี นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ มองว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่ดิฉันจะทำโครงการต่างๆ ได้สำเร็จ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบั่นทอนจิตใจของดิฉันได้เลย  ดิฉันให้ความสำคัญกับการมองเห็นสัญญานเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่างานที่ทำอยู่ก้าวหน้า โดยไม่ต้องหว่านล้อมให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นต้องเชื่อตาม  ดิฉันมองว่าการเป็นนักวิทยาศาสตร์คือการมีชีวิตที่เลิศหรู  สามารถตั้งคำถามในสิ่งที่สนใจได้ เช่น “โปรตีนถูกสร้างขึ้นภายในเซลล์ได้อย่างไร ?” แล้วเราก็ได้รับเงินเดือนตอบแทนในเรื่องนี้ มันช่างเป็นชีวิตที่สวยงามมาก

 

คุณอยากจะบอกอะไรกับเยาวชนในวันนี้ที่ไม่ต้องการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ?
เมื่อไรก็ตามที่ดิฉันมีเวลา ดิฉันจะพูดคุยกับนักเรียนชั้นมัธยมปลายทั้งในอิสราเอลและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึง สเปน ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น ดิฉันได้บอกพวกเขาว่า สำหรับดิฉันแล้ว การได้เห็นโครงสร้างของไรโบโซมครั้งแรกเป็นประสบการณ์ที่เลอเลิศมาก  การเป็นนักวิทยาศาสตร์นั้นสนุกมากจริงๆ คุณตั้งคำถามที่คุณสนใจและศึกษาหาคำตอบของมัน สิ่งเหล่านี้คือหนทางที่ดีที่สุดในการทำงาน ถ้าคุณทำให้สถาบันทางการเงินเชื่อว่าคำถามของคุณสำคัญ พวกเขาก็พร้อมจะจ่ายเงินให้กับคุณเพื่อค้นหาคำตอบนั้น

ดิฉันเคยเปรียบเทียบความท้าทายของวิทยาศาสตร์กับการไต่เขาเอเวอร์เรสต์ การปีนไปยังยอดเขาเป็นสิ่งที่สุดแสนวิเศษและต้องเผชิญกับความท้าทาย

เมื่อดิฉันเข้าใจการทำงานของโรโบโซมแล้ว ดิฉันเกิดความสุขล้นเปี่ยมขึ้นภายใน มันมากกว่าการได้รับรางวัลโนเบลเสียอีก  ยิ่งไปกว่านั้น   ดิฉันมีความสุขเหลือเกินเมื่อกลุ่มคนที่เคยเรียกดิฉันว่าพวกฟั่นเฟือน  โง่เขลา หรือพวกช่างฝันได้หันกลับมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนดิฉันเสียเอง ดิฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมรู้สึกดีที่มีคนให้การยอมรับ

 

ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่หลังจากได้รับรางวัลโนเบล ?
ในช่วงเวลานี้ ดิฉันสามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้กับเยาวชน ก่อนที่ดิฉันจะได้รับรางวัลโนเบล โพลสำรวจความคิดเห็นที่กรุงเทเลวีฟแสดงความสนใจของเยาวชนในงานวิทยาศาสตร์น้อยมาก แต่ภายหลังจากพิธีมอบรางวัลโนเบลแล้วหนึ่งวัน  โพลสำรวจแสดงถึงความสนใจของ  คนต่อวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 แม้ว่าจะมีเพียงร้อยละ 10 ของเยาวชนเหล่านี้เท่านั้นที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์  ดิฉันรู้สึกว่าสิ่งนี้คือความดีที่ได้ทำให้แก่เยาวชน

 

 

 

 translated by : Mrs. Kanittha Hanirattisai

Page 1 of 2