Mon, Feb 19, 18

fb 50pxTel.+66 2628 5646 Fax.+66 2281 0953

Articles

เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

aus 24 1 2561

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 เวลา 10.00 น. นายพอล โรบิลลียาร์ด (H.E. Mr. Paul Robilliard) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและหารือความร่วมมือด้านการศึกษา ณ ห้องรับรอง 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ และกล่าวว่าระบบการศึกษาออสเตรเลียมีคุณภาพและมาตรฐานสูงระดับโลก และปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น จึงเห็นว่าหากกระทรวงศึกษาธิการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติและประสบการณ์การจัดการศึกษากับออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการศึกษา ในการนี้ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินความร่วมมือด้านการศึกษาที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์หลายโครงการ ภายใต้แผนการทำงาน ปี 2559-2560 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย-ออสเตรเลีย (Joint Working Group Meeting: JWG) ที่กรุงแคนเบอร์รา เมื่อปี 2558 ในโอกาสนี้ ได้เสนอประเด็นความร่วมมือ เพื่อให้ประเทศไทยและออสเตรเลียหยิบยกขึ้นหารือในการประชุม JWG ครั้งต่อไปที่กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นเจ้าภาพภายในปี 2561 ดังนี้
          1. การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้แก่ผู้เรียนทุกระดับการศึกษา : ประเด็นดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในความท้าทายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เนื่องจากปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการค้นคว้า หาความรู้ และการทำงานมากขึ้น จึงขอเสนอให้ฝ่ายออสเตรเลียพิจารณาสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ จากผู้เชี่ยวชาญของออสเตรเลีย
         2. การพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษา : ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขาดแคลนแรงงานทักษะฝีมือ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หากเป็นไปได้ต้องการขยายความร่วมมือกับออสเตรเลียด้วย เพราะออสเตรเลียเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีมาตรฐานการอาชีวศึกษาที่ประเทศไทยสามารถนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษาได้        
         3. การปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม : จากผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA เมื่อปี 2558 พบว่า ไทยมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD จึงขอความร่วมมือจากฝ่ายออสเตรเลียพิจารณาเชิญผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อสร้างแผนงานหรือกรอบมาตรฐานการปฏิรูปหลักสูตร เพื่อนำไปสู่ “การศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์” (Outcome-based Education)
         4. การเสนอให้ฝ่ายออสเตรเลียพิจารณาประสานจัดการศึกษาดูงานให้แก่คณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ณ Tertiary Education Quality and Standard Agency (TEQSA) : เนื่องจาก TEQSA เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการควบคุมมาตรฐานการศึกษาขั้นสูงของออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาประยุกต์เป็นแนวทางพัฒนาและรักษาคุณภาพมาตรฐานการอุดมศึกษาของไทย และอาจต่อยอดไปสู่การดำเนินความร่วมมือในอนาคต
         5. การเชิญชวนให้สถาบันการศึกษาออสเตรเลียที่มีศักยภาพสูงมาเปิดสอนในประเทศไทย : ที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาต่างประเทศอาจประสบกับข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎระเบียบและหลักเกณฑ์การเปิดสถาบัน การศึกษาในประเทศไทย แต่ปัจจุบันได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (มาตรา 44) ที่ช่วยผ่อนปรน กฎระเบียบ หลักเกณฑ์ และเพิ่มสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจต่าง ๆ จึงขอให้ฝ่ายออสเตรเลียเชิญชวนสถาบัน การศึกษาเข้ามาเปิดหลักสูตรในประเทศไทย เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie Mellon University) สหรัฐอเมริกา ที่ได้เข้ามาจัดการศึกษาร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
    เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ได้แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งใหม่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และกล่าวชื่นชมความร่วมมือด้านการศึกษาที่ไทยและออสเตรเลียดำเนินร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยนิยมเดินทางไปศึกษาต่อในออสเตรเลียมากขึ้น ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ดำเนินความร่วมมือ  ในทุกระดับการศึกษาภายใต้แผนการทำงาน ปี 2559-2560 เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ยังได้กล่าวว่ายินดีที่จะให้การสนับสนุนข้อเสนอของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะนำประเด็นต่าง ๆ ไปหารือกับกระทรวงการศึกษาและฝึกอบรม ออสเตรเลีย เพื่อผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ทั้งนี้ นางสาวออคเทเวีย บอร์ธวิค อัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ออสเตรเลียมีหน่วยงาน สถาบัน และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมแบ่งปันข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย
    ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางวัฒนาพร ระงับทุกข์) ได้กล่าวสนับสนุนให้ฝ่ายออสเตรเลียเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)  มาเปิดสอนในประเทศไทยและขยายความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษา และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล) ได้เสนอขอความร่วมมือจากฝ่ายออสเตรเลียในการพิจารณาผลักดันการดำเนินความร่วมมือระหว่างเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยกับกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยของออสเตรเลีย (Group of Eight) อย่างต่อเนื่อง ทั้งใน 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)

aus2 24 1 2561

**********************************

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ภาพ : สำนักงานรัฐมนตรี
24 มกราคม 2561