UNESCO MGIEP 21 9 2563
          วิกฤตโควิด-19 อาจนำไปสู่การทำลายความไว้วางใจในบริการสาธารณะและรัฐบาล มีคำถามเร่งด่วนที่ถูกถามเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่กระจายที่อาจส่งผลเสียต่อหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งองค์การยูเนสโก (UNESCO) และ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาซึ่งสอนให้ตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชน และนำไปสู่ความเท่าเทียมที่มากขึ้น สังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤต

          การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้การศึกษาต้องหยุดชะงักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีนักเรียนและเยาวชน 1.2 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน

          จากคำแถลงของหน่วยงานสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทของ COVID-19 (OHCHR) ได้ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำลายความไว้วางใจในความสามารถของบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาและสุขภาพในการรับมือกับวิกฤต แต่ยังทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในขณะนี้และหลังวิกฤต (1)

          António Guterres เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ย้ำเตือนไว้ในรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2563 ว่าวิกฤตด้านเศรษฐกิจและสังคมได้กลายเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาตรการฉุกเฉินใด ๆ ที่ดำเนินการจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย และจำเป็นสำหรับการป้องกันตามสัดส่วนที่เหมาะสมและไม่เลือกปฏิบัติ

          มาตรการและกฎหมายฉุกเฉินที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอาจนำไปสู่การระเมิดสิทธิเกินกว่าที่จำเป็น รายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้สหประชาชาติได้เน้นถึงผลกระทบของมาตรการฉุกเฉินในระดับต่างๆ ดังนี้

- เสรีภาพในการเคลื่อนไหวอาจถูกลดทอนลง (2)  
- ผู้หญิงและเด็กที่อยู่บ้านอาจได้รับความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น (3)  
- การบุกรุกทางเทคโนโลยีอาจละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัว (4)  
- กลุ่มเสี่ยงอาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด (5)  
- กระบวนการประชาธิปไตย เช่นการเลือกตั้งอาจได้รับผลกระทบ (6)  

          Mr.Gutteres ได้กล่าวว่า ไวรัสคุกคามทุกคน ในขณะที่เรื่องสิทธิมนุษยชนก็ช่วยยกระดับทุกคน การให้ความเคารพสิทธิมนุษยชนในช่วงวิกฤตนี้ เราจะสร้างแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้นสำหรับเหตุฉุกเฉินในวันนี้และคืนกลับสู่สภาพเดิมในอนาคต

          องค์การทั้ง UNESCO และ UNODC กำลังทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่างระหว่างการศึกษากับความยุติธรรม ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าใจและใช้สิทธิของตน คิดอย่างมีวิจารณญาณ ใช้ดุลยพินิจทางจริยธรรมที่ดี ปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ ท้าทายความอยุติธรรมและนำไปสู่การส่งเสริมสังคมที่ยุติธรรม

          การศึกษาเป็นพันธมิตรหลักในการปกป้องสิทธิและหลักนิติธรรม เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในช่วงวิกฤต คุณจะปกป้องสิทธิของคุณได้อย่างไรเมื่อคุณไม่รู้ว่ามันคืออะไร

          เด็กโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ได้รับการสอนในโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อยเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับการปกป้องจากการล่วงละเมิดและความรุนแรงทางเพศมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการแพร่ระบาดเนื่องจากพบว่าความรุนแรงต่อผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินทุกประเภท (WHO 2020)

          การเรียนรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจ เคารพในความหลากหลาย ความสามารถในการรับรู้ และการเลือกปฏิบัติเป็นทักษะสำคัญที่คนหนุ่มสาวต้องใช้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สังคมมีความขัดแย้งมากขึ้น การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าทักษะทางอารมณ์และสังคมมีส่วนช่วยในการสร้างความยืดหยุ่นของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะในช่วงวิกฤต (UNESCO MGIEP, 2019)

          การจัดการกับปัญหาวิกฤตคือความท้าทายด้านการศึกษาในอนาคต ทั้ง UNESCO และ UNODC จึงดำเนินการดังนี้
          กำหนดให้เรื่องสิทธิเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา: ให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ด้วยการส่งมอบโครงการและทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าใจและใช้สิทธิของตน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกริดรอนสิทธิส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิเหล่านั้น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและกลุ่มเสี่ยง

          สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้เปลี่ยนแปลงในภาคการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม: ให้คำแนะนำด้านนโยบายสำหรับผู้กำหนดนโยบาย แบ่งปันกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผล และแนวทางปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม ช่วยส่งเสริมการศึกษาเพื่อความยุติธรรมภายใต้บริบที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษา หลักสูตรและการกำกับดูแลโรงเรียน

          สนับสนุนครู: จัดให้ครู นักการศึกษา และครอบครัวมีทรัพยากรและคู่มือที่เหมาะสมเพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับสิทธิของพวกเขา ปัจจัยทางโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และช่วยให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมที่สร้างสังคมที่ยุติธรรมสำหรับอนาคต

          องค์กรทั้ง UNESCO และ UNODC กำลังเพิ่มความร่วมมืออย่างต่อเนื่องด้านการศึกษาเพื่อความยุติธรรมในบริบทของแนวร่วมการศึกษาระดับโลก เวทีความร่วมมือนี้เป็นการผนึกกำลังกับองค์กรพหุภาคีอื่น ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมและพันธมิตรภาคเอกชนเพื่อให้แน่ใจว่าวิกฤตในปัจจุบันจะไม่ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในการเรียนรู้กว้างขึ้นและสิทธิของเด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครอง

(1) การรวบรวมคำแถลงของหน่วยงานสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทของ โควิด-19 (OHCHR)   
(2) มาตรการฉุกเฉินและโควิด-19 (OHCHR)  
(3) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 15-49 ปีทั่วโลก จำนวน 243 ล้านคนเคยประสบกับความรุนแรงทางเพศและ / หรือทางกายภาพที่กระทำโดยเพื่อนที่สนิทสนมกัน และมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นในที่คุมขัง (UNWOMEN)  
(4) หนึ่งในสามของทุกประเทศไม่มีกฎหมายในการปกป้องข้อมูลออนไลน์และความเป็นส่วนตัวของพลเมืองของตน (UNCTAD)  
(5) ผลเสียของการปิดโรงเรียน (UNESCO)  
(6) โควิด-19 และสิทธิมนุษยชน: พวกเราทุกคนต่างอยู่ในสถานการณ์นี้ร่วมกัน (UN pp14)  

*************************************************

ข้อมูล: องค์การยูเนสโก
https://en.unesco.org/news/covid-19-education-bedrock-just-society-post-covid-world
โดย Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกด้านการศึกษา
เรียบเรียงโดย : กุสุมา นวพันธ์พิมล
18 กันยายน 2563



build back better 22 7 2563

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปัญหาการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้ยึดครองพื้นที่ต่างๆ ในทุกแง่มุมชีวิตของเรา ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันก็มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรกว่าพันล้านคนจะต้องทนทุกข์กับความร้อนที่เพิ่มขึ้น บ้านที่เราอาศัยอยู่จะมีความร้อนมากกว่าในทะเลทรายซาฮารา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามของโลก ขณะเดียวกันประชากรกว่าร้อยล้านคนจะต้องละทิ้งบ้านเรือนเนื่องจากปัญหาการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในครั้งนี้ ได้โจมตีเราภายหลังจากที่เราต้องเผชิญกับทศวรรษที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีการบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งด้านอุทกภัยและอัคคีภัย ขณะที่ผลจากการคาดการณ์ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดความร้อนของอุณหภูมิโลกได้ไม่ว่าจะเป็น 1.5 องศาเซลเซียส หรือ 2 องศาเซลเซียส ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงต้องรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงโรคโควิด-19 ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 400,000 คนแล้ว เราไม่สามารถลืมได้ว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราด้วยเช่นเดียวกัน และมีผู้คนที่เสียชีวิตจากวิกฤตนี้เป็นจำนวนมากหากเรายังไม่ทำอะไรในตอนนี้

António Guterres เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ดำเนินการที่เรียกว่า “การสร้างให้ดีกว่าเดิม (build back better)” ภายหลังวิกฤตนี้โดยการสร้างสังคมแห่งความยั่งยืน ยืดหยุ่นและครอบคลุม ซึ่งการดำเนินการได้นั้นต้องอาศัยการศึกษา เพราะสังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าสิ่งที่เราเรียนรู้ยังคงเหมือนเดิม

สร้างการศึกษาแบบใหม่เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมรับกับความท้าทายในระดับโลก
การปิดสถานศึกษากว่า 180 ประเทศทั่วโลกทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้แบบทางไกลที่ไม่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ดิจิทัล รวมถึงบทบาทสำคัญของสถานศึกษาในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน ภายหลังวิกฤต รัฐบาลทั่วโลกต้องการที่จะคิดทบทวนระบบการเรียนรู้แบบใหม่เพื่อให้พร้อมรับความท้าทายที่ต้องเผชิญ ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญของคนรุ่นต่อไปที่จะพัฒนาด้านการศึกษาควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้นำด้านการศึกษาจะใช้ช่วงเวลาของการหยุดชะงักนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริงอันจะนำไปสู่การอยู่รอดของโลกในอนาคต

เมื่อปีที่ผ่านมาที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESD) ซึ่งถือได้ว่าเป็นรูปแบบของการคิดทบทวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้ได้ทำการประเมินถึงสิ่งที่เราเรียนรู้ แหล่งที่มาของการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ เพื่อช่วยพัฒนาความรู้ ทักษะ ค่านิยมและทัศนคติ ทำให้ผู้เรียนตัดสินใจและดำเนินการบางอย่างที่เกี่ยวกับปัญหาระดับโลก เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยเปลี่ยนวิธีคิดและทำงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ESD มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่ประกอบด้วยการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ศักยภาพทางเศรษฐกิจ วิธีการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทบทวนถึงวิธีการจัดการศึกษา และผลลัพธ์ที่มาจากรูปแบบการคิดอย่างมีสติ ผู้เรียนรู้จักความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
จากการศึกษาขององค์การยูเนสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญมากกับการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ทางสังคมและพฤติกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลังให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต สามารถต่อสู้กับวิฤตต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศและสภาพสังคม

การศึกษาควรทำให้เรามีความยืดหยุ่นต่อการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดใหญ่ในปัจจุบันและวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ESD เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย และเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาวิกฤตต่างๆ ของโลกอย่างเช่นโรคโควิด-19 การแพร่ระบาดใหญ่ได้แสดงให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของคนแต่ละคนและสังคมที่จะสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้แสดงถึงความสามารถในการเข้าใจถึงความซับซ้อน และการคาดการณ์ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การร่วมเจรจาแลกเปลี่ยน การดำเนินการที่รวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูล และความร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ซึ่ง ESD จะช่วยสนับสนุนความสามารถเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน การตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นทักษะทางสังคมและอารมณ์ของแต่ละบุคคลจึงมีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ทำให้สามารถป้องกันวิกฤตในอนาคตได้ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่จึงต้องการความยืดหยุ่นอย่างมากเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน รวมถึงการเรียนรู้ในการอยู่กับความไม่ชัดเจนยังเป็นทักษะที่จำเป็นเพื่อรับมือกับความกดดันและความวิตกกังวลของเวลาที่ไม่แน่นอน การแสวงหาคำตอบ บนพื้นฐานของข้อมูล ผนวกกับทฤษฎีสมคบคิด จะช่วยสร้างทักษะด้านอารมณ์ทางสังคม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ ESD และยังสัมพันธ์กับการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองโลกอีกด้วย

องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่เช่นในครั้งนี้ และยังช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การมีแผนงานสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการวางรากฐานในด้านการศึกษาในอนาคตซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเราในการรับมือกับความท้าทายทั้งสองด้านนี้

ความพยายามในการป้องกันปัญหาเหล่านี้.....
เราไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะอยู่อีกนานเท่าไหร่ เรารู้ว่าโรคติดต่อที่มาจากสัตว์สู่คนมีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อสัตว์ป่าสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย มนุษย์มีความสนใจปกป้องที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติในทันทีเพื่อความอยู่รอด วันที่ 22 พฤษภาคม ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (World Biodiversity Day) เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่บนบก 3 ใน 4 และพื้นที่ในมหาสมุทร 2 ใน 3 ดังนั้นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ESD จึงมีความสำคัญต่อการคงอยู่ของทรัพยากรโลกเพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต นักเรียนจะมีความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องสุขภาพของมนุษยชาติที่ต้องขึ้นอยู่กับการคงอยู่ของธรรมชาติโลก

การเรียนรู้ควรส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกันทั่วโลก
ปัญหาของโลกต้องการการแก้ไขในระดับโลก จะเห็นได้จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นเรื่อง ESD จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความท้าทายในปัจจุบันของธรรมชาติโลก ซึ่งรวมถึงการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน การมีเครื่องมือเพื่อใช้ในการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับโลก และช่วยในการแปลงไปสู่การแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยในท้องถิ่น จะช่วยส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ร่วมกัน และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันของนักเรียน

วิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศต้องถูกโจมตีด้วยความรวดเร็วเช่นเดียวกับโรคโควิด - 19 และสิ่งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการทบทวนการเรียนรู้ใหม่ บางคนมุ่งไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ทั่วโลกเพื่อให้เกิดผลบวก แต่หากปราศจากข้อตกลงร่วมกันแล้วการปล่อยก๊าซก็จะกลับไปสู่จุดเดิมและอาจเพิ่มขึ้น ภาครัฐบาล ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำด้านการศึกษาต้องสร้างความมั่นใจว่าประเด็นเรื่องของการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะถูกกำหนดไว้เป็นกรอบการทำงานในทุกขั้นตอนของการจัดการศึกษาในระดับชาติความมุ่งมั่นในการบรรจุเรื่อง ESD ไว้ในทุกบริบทของการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนทุกคนโดยไม่จำกัดเพศ ที่ตั้ง หรือสถานะทางเศรษฐกิจสังคม หรือการเชื่อมต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ต

เมื่อไม่นานมานี้องค์การยูเนสโกได้มีการเปิดตัว “แผนงานสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Roadmap towards Education for Sustainable Development)” ที่กำหนดเป้าหมายการทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า ในชื่อ “ESD for 2030” ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสมาชิกต่างๆ อันเป็นการเชิญชวนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ผู้นำทางด้านการศึกษาและอบรม ผู้กำหนดนโยบาย ครู นักเรียน และผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในการหารือเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมระดับโลกด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเดือนพฤษภาคม 2564 ณ กรุงเบอร์ลิน

ปัญหาโรคโควิด–19 นำเรามาสู่คำถามที่เป็นสมมุติฐานพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับตัวเราและชีวิตของเรา
เมื่อพูดถึงการจัดการศึกษา เราต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนและและโลกของเรา เราต้องการการศึกษาที่จะให้ความรู้ขั้นพื้นฐานและทักษะที่จะนำไปสู่ความตระหนัก ความคิดและการดำเนินการที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงมีพลังที่จะช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นทันทีเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เราจึงไม่ควรเสียโอกาสนี้ในการเปลี่ยนการเรียนรู้และสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม

***********************************************

ข้อมูล: องค์การยูเนสโก
https://en.unesco.org/news/build-back-better-education-must-change-after-covid-19-meet-climate-crisis
โดย Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกด้านการศึกษา
เรียบเรียงโดย : กุสุมา นวพันธ์พิมล
22 กรกฎาคม 2563


education covid 19

ผู้เรียนเกือบ 1.3 พันล้านคนทั่วโลกยังคงได้รับผลกระทบจากการปิดสถานศึกษา และเมื่อสถาบันการศึกษาเริ่มมีการเปิดการเรียนการสอน ดังนั้นหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง สุขภาพ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมของนักเรียน และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด
องค์การยูเนสโกได้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขล่าสุดของเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา และการเปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยจากสถิติเมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมาพบว่ามีเด็กและเยาวชนจำนวน 1.5 พันล้านคนจาก 195 ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงเหลือ 1.3 พันล้านคนใน 186 ประเทศ ที่ยังไม่สามารถเรียนได้ตามปกติ และมีจำนวน 128 ประเทศที่มีแผนจะกลับมาเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง

          จากสถิติการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด 19 ข้างต้นที่ทำให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต้องปิดการเรียนการสอน ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนกว่า 90% ทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ จึงต้องสร้างความมั่นใจว่าการเรียนการสอนจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลายและแตกต่างกันไป ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มมีการคาดการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดโรงเรียนอีกครั้ง

          กระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงด้านการพัฒนาสังคม และสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนการเปิดโรงเรียน โดยจะต้องมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย การปกป้องผู้เรียน ครู และบุคลากรทางด้านการศึกษาเป็นอันดับแรก รวมถึงสุขภาพร่างกาย จิตใจและสังคม ความเป็นอยู่ที่ดีและความสัมพันธ์ทางสังคม การวางยุทธศาสตร์ในการกลับมาเรียนต้องเน้นไปที่การประเมินและการสร้างความมั่นใจในด้านความพร้อมของระบบการศึกษา การเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นของระบบในการคาดการณ์และจัดการกับวิกฤตในอนาคต โดยกระทรวงศึกษาฯ จะต้องคาดการณ์และเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายเพิ่มเติมที่เกิดจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโควิด 19 ไม่ว่าเรื่องของการห่างไกลจากสังคมเป็นเวลานาน ทั้งในระบบการศึกษาและสังคมโรงเรียน ซึ่งอาจนำไปสู่การออกจากโรงเรียนกลางคัน เกิดความไม่เท่าเทียมหรือการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ตามวิกฤตในครั้งนี้ยังสร้างโอกาสให้เรากลับมาคิดถึงวัตถุประสงค์โดยรวม และเนื้อหาต่าง ๆ เพื่อการจัดการศึกษาในระยะยาว การเตรียมพร้อมในเรื่องระบบการศึกษาที่รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต ด้วยวิธีการที่ครอบคลุม ร่วมกับการทำงานระหว่างสาขาต่าง ๆ โดยใช้ประสบการณ์และแนวการปฏิบัติต่าง ๆ โดยรวมจากทั่วโลก

          ข้อมูลจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และญี่ปุ่น พบว่ามีสถานศึกษาจำนวนประมาณ 30-40% ได้กลับมาเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง บางประเทศในกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ ที่มีการเปิดในระดับประถมศึกษา และในมาดากัสการ์ที่ให้เด็กที่เรียนในระดับประกาศนียบัตรชั้นสูงกลับมาเรียนได้ รวมถึงบางประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกที่ทยอยเปิดบ้างแล้ว

          การเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น สำหรับพันธมิตรด้านการศึกษาต่างๆ จากทั่วโลก พร้อมๆ กับสนับสนุนในด้านการเรียนการสอนทางไกล การมียุทธศาสตร์ที่ดีเพื่อป้องกันการออกเรียนกลางคันและความไม่เท่าเทียมกันในด้านการศึกษาอันเป็นผลมาจากวิกฤตโควิด 19 ในครั้งนี้ และเป็นเหตุผลที่ว่าการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชนชน และครอบครัวของเด็กจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อสนับสนุนให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่จะกลับเข้ามาสู่ระบบการเรียน

          การเปิดเรียนมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะหากปิดเป็นเวลานานจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปัญหาของความไม่เท่าเทียมกัน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่สถาบันการศึกษาจะต้องกลับมาเปิดเรียนอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับจำนวนของเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

          เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2563 องค์การยูเนสโก ได้มีการจัดสัมมนาออนไลน์ขึ้นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศต่างๆ ในการกลับมาเปิดสถานศึกษาอีกครั้ง โดยมีประเทศต่างๆ ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 500 คน สรุปได้ดังนี้

เวลาไหนที่เหมาะกับการเปิดเรียน

Mr Borhene Chakroun, Director of the Division of Policies and Lifelong Learning Systems at UNESCO ได้เน้นว่า กระทรวงศึกษาธิการในหลายประเทศ มีความคาดหวังและเตรียมการที่จะกลับมาเปิดการเรียนการสอนทันทีที่จะสามารถทำได้ แล้วเวลาไหนคือเวลาที่เหมาะสมที่สุด? ถ้าเปิดเร็วเกินไปปัญหาด้านสาธารณสุขก็ยังอยู่ในระยะอันตราย แต่ถ้าปิดนานเกินไปก็จะทำให้มีปัญหาด้านการเรียนการสอนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับสถานะการณ์และวิวัฒนาการของการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ จึงต้องคอยฟังคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ

Ms Suzanne Grant Lewis, Director of the UNESCO International Institute for Educational Planning (IIEP) ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า ถึงแม้จะมีแรงกดดันมากมายในเรื่องการเปิดโรงเรียน โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องของความไม่เท่าเทียมในด้านการศึกษาที่จะแย่ลงในช่วงที่มีการปิดโรงเรียนเป็นเวลานาน แต่หลายภาคส่วนก็เห็นว่า “การปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรก” ทั้งผู้ปกครอง ครู และผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาต้องการรู้ว่า โรงเรียนมีระบบที่สามารถปกป้องสุขภาพโดยรวมและทำให้คนในโรงเรียนมีความเป็นอยู่ที่ดีและปลอดภัยได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ และทำให้เกิดความต่อเนื่องในกระบวนการเรียนรู้ของทุกคน

การพิจารณาประเด็นสำคัญและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ

องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งทั้งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยูนิเซฟ (UNICEF) โครงการอาหารโลก (WFP) และธนาคารโลก (World Bank) ได้ร่วมกันจัดทำกรอบการทำงานสำหรับการกลับมาเปิดโรงเรียนเพื่อเป็นแนวทางให้กับประเทศสมาชิกและหน่วยงานระดับท้องถิ่นสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจในการเปิดโรงเรียน Mr Robert Jenkins, Chief of Education at UNICEF ได้เน้นว่าการตัดสินใจเปิดโรงเรียนนั้นขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะและศักยภาพของโรงเรียนในการลดความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงปัจจัยพื้นฐานของแต่ละชุมชน หลายโรงเรียนมีบริการทั้งด้านสุขภาพและโภชนาการ ดังนั้นเราควรใช้โอกาสนี้เพื่อทำการเปิดโรงเรียนที่ดีกว่าเดิมและใช้ประโยชน์จากกระบวนการเหล่านี้เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ด้อยโอกาสมากที่สุดซึ่งจะเป็นการดำเนินการในเชิงรุก

Ms Grant Lewis ได้ระบุถึงเงื่อนไข 3 ประการสำหรับการเปิดโรงเรียน ได้แก่ 1) การป้องกันทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงสุขภาพอนามัยที่ปลอดภัย 2) ความพร้อมของบุคลากรภายในโรงเรียน โดยเฉพาะครู และศักยภาพของ เจ้าหน้าที่ และ 3) หน่วยงานที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลง ทั้งการดำเนินการแก้ไข การเร่งกลยุทธ์การเรียนรู้ หรือการเรียนควบในบางกรณี นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้คำปรึกษา การติดต่อสื่อสาร และการประสานงานภายในโรงเรียน รวมไปถึงผู้ปกครอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจให้กับผู้ปกครองในเรื่องของความปลอดภัยภายในโรงเรียน และการประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ

Ms Elsebeth Aller and Ms Louise Hvas ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีการเปิดโรงเรียน ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจในการตัดสินใจว่า “ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ จนกระทั่งหน่วยงานด้านสาธารณสุขมาบอกว่าปลอดภัยสามารถที่จะดำเนินการได้ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสถานการณ์เฉพาะแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรป เนื่องจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงน้อย เราจึงเริ่มเปิดโรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมศึกษา อย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน และมีการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” ทางกระทรวงได้จัดทำแนวทางการเปิดโรงเรียน โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอนามัย การกำหนดระยะห่างทางสังคม (Social Distance) การเปิดสายด่วน และเว็บไซต์เฉพาะสำหรับตอบคำถามต่างๆ ทุกวัน “เราเห็นว่ามันสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเล็กที่ยากจะให้มีการเรียนทางไกล แต่ที่ต้องแจ้งให้ชัดเจนคือ การเปิดโรงเรียนไม่ควรเร่งรีบ โดยเฉพาะการเปิดโรงเรียนในระดับอื่นๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นในตอนนี้”

Ms Soo Jin Choi, Director of the International Education Cooperation Division ผู้แทนจากสาธารณรัฐเกาหลี ได้อธิบายให้ฟังว่า ทางกระทรวงฯ ยังคงมีความลังเลที่จะอนุญาตให้นักเรียนกลับไปเรียนในโรงเรียน จึงยังคงให้มีการเรียนในลักษณะออนไลน์ โดยยังคงให้มีการเว้นระยะทางสังคมที่เข้มงวด ทางกระทรวงยังคงใช้ลักษณะ “ปีการศึกษาออนไลน์ (online school year)” โดยการใช้รูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์นี้จะต้องอาศัยความมุ่งมั่นของครูและทักษะทางด้าน ICT รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชน อย่างบริษัทด้านการสื่อสารโทรคมนาคม การตัดสินใจที่จะเปิดโรงเรียนอย่างจริงจังต้องขึ้นอยู่กับการหารือกับนักระบาดวิทยา ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหารโรงเรียน รวมถึงการฝึกแบบจำลองทั่วประเทศ

Ms Maria Teresa Meléndez, Director of Curriculum Development in the Ministry of Public Education ผู้แทนจากเม็กซิโก ได้กล่าวว่าการเปิดโรงเรียนได้มีการวางแผนเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกจะอนุญาตให้โรงเรียนในเขตเทศบาลที่ไม่มีความเสี่ยงเท่านั้นที้สามารถเปิดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่โรงเรียนอื่นๆ จะสามารถเปิดได้ในระยะต่อไป ระยะเวลาตามปีการศึกษาจะมีการขยายออกไปอีก 2 สัปดาห์ เมื่อนักเรียนกลับไปเรียน จะมีการเน้นไปที่การสนับสนุนด้านสังคมและอารมณ์ก่อนที่จะไปเรียนด้านวิชาการ การประเมินต่างๆ จะให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพของนักเรียนก่อน

บทเรียนที่ได้จากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

Mr Mohamed Sillah Sesay กระทรวงศึกษาขั้นพื้นฐานและมัธยมศึกษา ผู้แทนจาก Sierra Leone กล่าวว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกของทางกระทรวงฯ ที่ต้องรับมือกับโรคระบาดด้านสุขภาพ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราจึงไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะเราใช้กลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตของอีโบลา โดยมีการมีพันธสัญญาที่เป็นมาตรการด้านสุขอนามัยสำหรับโรงเรียน นักจิตวิทยาสังคมเพื่อสนับสนุนครู การยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษา และการทำข้อกำหนดของโรงเรียนเกี่ยวกับโปรแกรมด้านอาหาร ต้องขอบคุณพลังทางสังคมและการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ จึงทำให้ผู้ปกครองจึงมีความมั่นใจว่า โรงเรียนมีความปลอดภัยพอที่จะส่งเด็ก ๆ มาเรียน มาตรการต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้ลดอัตราการออกจากโรงเรียนกลางคัน “ไม่มีเด็กติดเชื้อในโรงเรียน และในทางกลับกันยังช่วยเผยแพร่ความรู้ และข่าวสารต่าง ๆ ที่สำคัญด้านสุขภาพแก่คนในครอบครัวอีกด้วย”

Ms Vibeke Jensen, Director of the Division of Peace and Sustainable Development at UNESCO ได้เน้นย้ำว่า “การเปิดโรงเรียนไม่ได้ไม่มีเงื่อนไข” มันมีประเด็นที่มีความซับซ้อนและอ่อนไหว ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างรอบคอบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการสอน ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง

          ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2563 ได้มีการจัดการประชุมหารือกับรัฐมนตรีด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ จำนวน 13 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานศึกษาจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด 19 โดยส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการกลับมาเปิดเรียนใหม่เพื่อป้องกันความไม่เท่าเทียมกันในการจัดการศึกษา คุณภาพการศึกษา และการปกป้องสวัสดิภาพต่าง ๆ ให้แก่เด็กนักเรียน แม้ว่าระยะเวลาของการกลับมาเปิดเรียนของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่หลายประเทศก็ได้มีการเตรียมแผนการรับมือสำหรับการเปิดสถานศึกษาไว้แล้ว โดยส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ และความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นอันดับแรก ตารางการเรียนต่างๆ มีการปรับใหม่ มีการแก้ใขหลักสูตรสำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีการปรับสภาพโรงเรียนและห้องเรียนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ถูกสุขอนามัยและมีมาตรการป้องกันต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

----------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก :

1. การจัดสัมมนาออนไลน์ขององค์การยูเนสโก เกี่ยวกับด้านการจัดการศึกษาช่วงวิกฤตโควิค 19 ครั้งที่ 6 (sixth Covid-19 education response webinar) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2563 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กว่า 500 คน
2. ข้อมูลข่าวสารจากองค์การยูเนสโก https://en.unesco.org/news/13-billion-learners-are-still-affected-school-university-closures-educational-institutions

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

• Webinars: https://en.unesco.org/covid19/educationresponse/webinars
• UNESCO Planning Resources: http://www.iiep.unesco.org/en/plan-school-reopening
• Interactive map and updated figures: https://en.unesco.org/covid19/educationresponse
• Global Education Coalition web page: https://en.unesco.org/covid19/educationresponse/globalcoalition

************************************************************************

ข้อมูล : องค์การยูเนสโก (UNESCO)
ภาพประกอบ: เว็บไซต์องค์การยูเนสโก (UNESCO)
แปลสรุปและเรียบเรียง: กุสุมา นวพันธ์พิมล
พิมพ์วรัชญ์ เมืองนิล
รายงานโดย: กลุ่มสารสนเทศต่างประเทศ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ
ข้อมูล ณ: วันที่ 1 พฤษภาคม 2563


Bett interviewed MOE Online In School Learning 29 6 2563

"Bett Asia ได้สัมภาษณ์กระทรวงศึกษาธิการของไทยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานขั้นต่อไปของกระทรวงฯ ในการจัดการศึกษาแบบออนไลน์และแบบในโรงเรียน"

อนุชา บูรพชัยศรี กระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย)

           ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทั่วโลกต่างก็มีภารกิจในการรักษาประตูสู่การเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน รวมทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้ครูผู้สอนสามารถทำการสอนต่อไปได้ด้วย แม้ว่าจะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสได้ดีในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลไทยก็ตัดสินใจเลื่อนการเปิดโรงเรียนจากวันที่ 18 พฤษภาคมออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีความกังวลในเรื่องการจัดสรรพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับให้นักเรียนมาเรียนได้ โดยเมื่อกลับไปที่บ้านแล้วจะไม่ไปแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่ญาติของตนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ

          ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนยังคงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนได้ รัฐบาลไทยจึงได้ให้การสนับสนุนนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดการเรียนการสอนทางไกล กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนให้นักเรียนเข้าเรียนในชั้นเรียนเสมือนจริง หรือ Virtual Learning โดยได้จัดการศึกษาทางไกลผ่านช่องโทรทัศน์การศึกษา 17 ช่องที่ได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับใช้ในการเรียนการสอนแบบเสมือนจริง อีกทั้งยังสามารถรองรับระดับการเรียนรู้ ของนักเรียนได้ในทุกระดับจนถึงอายุ 18 ปี สำหรับเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีอยู่ในปัจจุบัน มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์จะเป็นผู้จัดเตรียมเนื้อหาการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมต้น โรงเรียนชั้นนำในประเทศไทยต่างก็สนับสนุนแนวคิดริเริ่มนี้ด้วยการจัดเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนสำหรับระดับชั้นมัธยมปลาย นอกจากนี้ ยังได้ครูระดับแนวหน้ามาช่วยดำเนินการเรียนการสอนอีกด้วย

          กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแพลตฟอร์ม (โครงสร้างพื้นฐาน) สำหรับการเรียนรู้แบบเสมือนจริง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนไทยร้อยละ 90 สามารถเข้าถึงเนื้อหาบทเรียนได้ เมื่อติดตั้งแพลตฟอร์มและเปิดระบบ ให้เข้าใช้ได้แล้ว นักเรียนและครูจะได้รับ ID เพื่อล็อคอินเข้าสู่ระบบ โดยจะสามารถเข้าดูได้เฉพาะเนื้อหาการเรียนการสอนในระดับชั้นของตนเองเท่านั้น นักเรียนจะสามารถดูเนื้อหาล่วงหน้าได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสในการเรียนเท่า ๆ กันและเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีนักเรียนคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้น นักเรียนยังคงสามารถทบทวนบทเรียนที่เรียนไปแล้วซ้ำอีกได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเข้าใจบทเรียนที่เรียนมาแล้วจริง ๆ

          ประเด็นหลักของการดำเนินกระบวนการข้างต้นก็เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนในช่วงที่มีการล็อคดาวน์โดยยังไม่มุ่งเน้นที่ผลการเรียนของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการมากกว่าการรักษาผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและได้ดำเนินการเพื่อช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการดูแลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบเสมือนจริง กระบวนการที่กล่าวมานี้อาจสร้างความยุ่งยากให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอย่างเช่นระบบออนไลน์โดยกะทันหัน ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่มีความคุ้นเคยในการใช้ระบบ EdTech จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของตนอย่างเร่งด่วน การตัดสินใจเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้แบบเสมือนจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนั้นก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการอบรมครูให้มีทักษะความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้ระบบ EdTech ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือไม่ก็ตาม การเรียนรู้ดิจิทัลก็เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับครู

          สำหรับนักเรียนแล้ว การใช้ชีวิตภายใต้มาตรการล็อคดาวน์เป็นเรื่องน่าวิตกกังวล กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นกำลังอีกแรงหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนทราบว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผิดแปลกจากช่วงเวลาอื่นในประวัติศาสตร์สำหรับเราทุกคน และให้การสนับสนุนนักเรียนได้เห็นความสำคัญของดูแลสุขภาพตนเองก่อนเรื่องอื่น สร้างความตระหนักให้แก่นักเรียนว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่อยู่คงทนถาวร และคอยเตือนนักเรียนให้มีความมุ่งมั่นและคำนึงถึงเป้าหมายในการเรียนของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ โดยการเปลี่ยนจุดโฟกัสและเน้นว่าไม่ใช่เพียงเรื่องเกรดอย่างเดียวที่มีความสำคัญ นักเรียนสามารถรู้สึกผ่อนคลายกับการเรียนมากยิ่งขึ้นและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

          นโยบายการศึกษาของไทยโดยส่วนใหญ่จะมุ่งฝึกฝนให้นักเรียนมีทักษะที่หลากหลายและมีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อรองรับความสามารถทุกประเภทของนักเรียน ซึ่งรวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาด้วย ที่มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเสริมศักยภาพของนักเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าทักษะที่ฝึกฝนให้แก่นักเรียนนั้นมีความสอดคล้องตรงกับความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการนำพ่อครัวที่มีฝีมือระดับต้น ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาออกแบบหลักสูตรการจัดเลี้ยงซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรมีความน่าสนใจสำหรับนักเรียนและยังช่วยเติมช่องว่างความต้องการในภาคอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

          ระบบการศึกษาในลักษณะดิจิทัลของประเทศไทย เป็นแนวคิดเดิมที่ได้มีการวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีนับจากนี้ ซึ่งการพัฒนาทั้งหลักสูตรด้านอาชีวศึกษาและด้านวิชาการ และกระบวนการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นและความปรารถนาในการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่มิติใหม่ที่น่าจับตามอง ซึ่งวิธีการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป และจากมาตรการล็อคดาวน์ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสมากยิ่งขึ้นในการทำความเข้าใจถึงความต้องการของนักเรียนและมีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้จะเป็นการเตรียมการให้ประเทศไทยมีสภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและสังคมมีความสุขทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและในการทำงาน

สามาถอ่านบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ ได้ที่นี่

*********************************************

แปล/เรียบเรียง : ฐิติ ฟอกสันเทียะ
พิมพ์วรัชญ์ เมืองนิล
รายงานโดย: กลุ่มสารสนเทศต่างประเทศ

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
29 มิถุนายน 2563


covid1 8 5 2563

          ยูเนสโกได้จัดการประชุมทางไกลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจากทั่วโลก จำนวนประมาณกว่า 130 ประเทศ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 เพื่อระดมข้อคิดเห็นและเสนอแนวทางการรับมือด้านวัฒนธรรม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยได้กล่าวถึงผลกระทบที่ได้รับโดยตรงในด้านการท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และศิลปิน รวมถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์

          นางออเดรย์ อาซูเลย์ (Ms. Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกกล่าวว่า... “เราจำเป็นต้องมีวัฒนธรรม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยกันเพื่อประคับประคองจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ ต้องประเมินผลกระทบของวิกฤตการณ์ ประสานงานและร่วมกันสร้างสรรค์การดำเนินการในชอบเขตงานด้านวัฒนธรรม

          ที่ประชุมได้เน้นถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในด้านวัฒนธรรมในประเทศของตน โดยเห็นพ้องกันร่วมกันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนในระหว่างและหลังวิกฤต เนื่องจากมาตรการการห้ามเดินทางและการกักบริเวณที่รัฐบาลนำมาใช้ ส่งผลต่อการเข้าถึงวัฒนธรรม และหากไม่ดำเนินการใด ๆ อาจทำให้ระบบนิเวศทางวัฒนธรรมได้

          ผลกระทบของ COVID-19 ต่อวัฒนธรรม

          ประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 90 ได้ปิดแหล่งมรดกโลก โดย 128 ประเทศได้ดำเนินการปิดหน่วยงานทางวัฒนธรรมเทศกาลสำคัญและกิจกรรมถูกยกเลิก ส่งผลกระทบต่อชีวิตทางวัฒนธรรมของชุมชนและรายได้ที่จัดงานตามฤดูกาล

          ศิลปิน และผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยในช่วงวิกฤตินี้ ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ในบางประเทศมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ตัวเลขล่าสุดจากสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก แสดงให้เห็นว่า 75 ล้านคน ในภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

          ศิลปินแห่งชาติ คนทำงานในภาควัฒนธรรม และผู้จัดการแหล่งมรดก ได้รับการส่งเสริมศักยภาพและบทบาทเพื่อให้เข้าถึงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแพร่ระบาดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ห้องจัดแสดงนิทรรศการและห้องสมุดเสมือนจริง รวมทั้ง นักดนตรี นักแสดง นักเต้น ศิลปิน และนักเขียน ทำงานผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม เนื่องจาก ในบางพื้นที่ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ต

          วัฒนธรรมมักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จึงจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณฉุกเฉิน เพื่อการดำรงชีวิตของศิลปิน ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการจ้างงานใหม่ ที่ต้องปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมดิจิทัลเพื่อให้เกิดรายได้และการเข้าถึงวัฒนธรรม

          รัฐบาลจำนวนมากกำหนดกลยุทธ์ในระยะยาว โดยคำนึงถึงการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่า “ เราต้องเริ่มการหารือเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตัลเชิงวัฒนธรรมแบบ

          องค์รวม (holistic digital cultural economy) และวางแผนที่จะสนับสนุนวัฒนธรรมที่ไม่สามารถทำให้ผู้คนเข้าใจได้อย่างง่ายในโลกเสมือนจริง”

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้มีการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชาติ การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และการเงินระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศทางวัฒนธรรม

          ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่าผลกระทบของวิกฤตการณ์ที่มีต่อภาควัฒนธรรม จะทำให้โลกจะดูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในระยะยาวจะต้องปรับตัวให้เข้ากับ "ปกติใหม่" และวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะพัฒนากลยุทธ์ด้านวัฒนธรรมระดับโลก ซึ่งในอดีต วัฒนธรรมได้เคยปกป้องมนุษย์มาแล้วและครั้งนี้ก็เช่นกัน

          ในส่วนของประเทศไทย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม โดยได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานของไทยต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณแก่ ศิลปินซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการระบาดของ COVID 19 และการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ได้จัดหางบประมาณฉุกเฉินสำหรับภาควัฒนธรรม เพื่อธำรงรักษาวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์งานศิลปะ นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาวในการปรับปรุงฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมและงบประมาณ การรวมแนวทางดิจิตอลเข้ากับกลยุทธ์ทางวัฒนธรรม รวมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนปรับตัวให้เข้ากับปกติใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคศิลปะและวัฒนธรรมอีกด้วย

**********************************************************

ข้อมูล : องค์การยูเนสโก (UNESCO)
แปล/สรุป โกมุที ยมลนันทน์
เรียบเรียงโดย สุปราณี คำยวง
รายงานโดย: กลุ่มสารสนเทศต่างประเทศ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ
ข้อมูล ณ: วันที่ 8 พฤษภาคม 2563


© 2020 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking