build back better 22 7 2563

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปัญหาการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้ยึดครองพื้นที่ต่างๆ ในทุกแง่มุมชีวิตของเรา ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันก็มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรกว่าพันล้านคนจะต้องทนทุกข์กับความร้อนที่เพิ่มขึ้น บ้านที่เราอาศัยอยู่จะมีความร้อนมากกว่าในทะเลทรายซาฮารา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามของโลก ขณะเดียวกันประชากรกว่าร้อยล้านคนจะต้องละทิ้งบ้านเรือนเนื่องจากปัญหาการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในครั้งนี้ ได้โจมตีเราภายหลังจากที่เราต้องเผชิญกับทศวรรษที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีการบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งด้านอุทกภัยและอัคคีภัย ขณะที่ผลจากการคาดการณ์ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดความร้อนของอุณหภูมิโลกได้ไม่ว่าจะเป็น 1.5 องศาเซลเซียส หรือ 2 องศาเซลเซียส ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงต้องรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงโรคโควิด-19 ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 400,000 คนแล้ว เราไม่สามารถลืมได้ว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราด้วยเช่นเดียวกัน และมีผู้คนที่เสียชีวิตจากวิกฤตนี้เป็นจำนวนมากหากเรายังไม่ทำอะไรในตอนนี้

António Guterres เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ดำเนินการที่เรียกว่า “การสร้างให้ดีกว่าเดิม (build back better)” ภายหลังวิกฤตนี้โดยการสร้างสังคมแห่งความยั่งยืน ยืดหยุ่นและครอบคลุม ซึ่งการดำเนินการได้นั้นต้องอาศัยการศึกษา เพราะสังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าสิ่งที่เราเรียนรู้ยังคงเหมือนเดิม

สร้างการศึกษาแบบใหม่เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมรับกับความท้าทายในระดับโลก
การปิดสถานศึกษากว่า 180 ประเทศทั่วโลกทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้แบบทางไกลที่ไม่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ดิจิทัล รวมถึงบทบาทสำคัญของสถานศึกษาในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน ภายหลังวิกฤต รัฐบาลทั่วโลกต้องการที่จะคิดทบทวนระบบการเรียนรู้แบบใหม่เพื่อให้พร้อมรับความท้าทายที่ต้องเผชิญ ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญของคนรุ่นต่อไปที่จะพัฒนาด้านการศึกษาควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้นำด้านการศึกษาจะใช้ช่วงเวลาของการหยุดชะงักนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริงอันจะนำไปสู่การอยู่รอดของโลกในอนาคต

เมื่อปีที่ผ่านมาที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESD) ซึ่งถือได้ว่าเป็นรูปแบบของการคิดทบทวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้ได้ทำการประเมินถึงสิ่งที่เราเรียนรู้ แหล่งที่มาของการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ เพื่อช่วยพัฒนาความรู้ ทักษะ ค่านิยมและทัศนคติ ทำให้ผู้เรียนตัดสินใจและดำเนินการบางอย่างที่เกี่ยวกับปัญหาระดับโลก เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยเปลี่ยนวิธีคิดและทำงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ESD มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่ประกอบด้วยการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ศักยภาพทางเศรษฐกิจ วิธีการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทบทวนถึงวิธีการจัดการศึกษา และผลลัพธ์ที่มาจากรูปแบบการคิดอย่างมีสติ ผู้เรียนรู้จักความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
จากการศึกษาขององค์การยูเนสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญมากกับการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ทางสังคมและพฤติกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลังให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต สามารถต่อสู้กับวิฤตต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศและสภาพสังคม

การศึกษาควรทำให้เรามีความยืดหยุ่นต่อการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดใหญ่ในปัจจุบันและวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ESD เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย และเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาวิกฤตต่างๆ ของโลกอย่างเช่นโรคโควิด-19 การแพร่ระบาดใหญ่ได้แสดงให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของคนแต่ละคนและสังคมที่จะสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้แสดงถึงความสามารถในการเข้าใจถึงความซับซ้อน และการคาดการณ์ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การร่วมเจรจาแลกเปลี่ยน การดำเนินการที่รวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูล และความร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ซึ่ง ESD จะช่วยสนับสนุนความสามารถเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน การตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นทักษะทางสังคมและอารมณ์ของแต่ละบุคคลจึงมีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ทำให้สามารถป้องกันวิกฤตในอนาคตได้ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่จึงต้องการความยืดหยุ่นอย่างมากเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน รวมถึงการเรียนรู้ในการอยู่กับความไม่ชัดเจนยังเป็นทักษะที่จำเป็นเพื่อรับมือกับความกดดันและความวิตกกังวลของเวลาที่ไม่แน่นอน การแสวงหาคำตอบ บนพื้นฐานของข้อมูล ผนวกกับทฤษฎีสมคบคิด จะช่วยสร้างทักษะด้านอารมณ์ทางสังคม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ ESD และยังสัมพันธ์กับการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองโลกอีกด้วย

องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่เช่นในครั้งนี้ และยังช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การมีแผนงานสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการวางรากฐานในด้านการศึกษาในอนาคตซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเราในการรับมือกับความท้าทายทั้งสองด้านนี้

ความพยายามในการป้องกันปัญหาเหล่านี้.....
เราไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะอยู่อีกนานเท่าไหร่ เรารู้ว่าโรคติดต่อที่มาจากสัตว์สู่คนมีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อสัตว์ป่าสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย มนุษย์มีความสนใจปกป้องที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติในทันทีเพื่อความอยู่รอด วันที่ 22 พฤษภาคม ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (World Biodiversity Day) เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่บนบก 3 ใน 4 และพื้นที่ในมหาสมุทร 2 ใน 3 ดังนั้นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ESD จึงมีความสำคัญต่อการคงอยู่ของทรัพยากรโลกเพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต นักเรียนจะมีความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องสุขภาพของมนุษยชาติที่ต้องขึ้นอยู่กับการคงอยู่ของธรรมชาติโลก

การเรียนรู้ควรส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกันทั่วโลก
ปัญหาของโลกต้องการการแก้ไขในระดับโลก จะเห็นได้จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นเรื่อง ESD จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความท้าทายในปัจจุบันของธรรมชาติโลก ซึ่งรวมถึงการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน การมีเครื่องมือเพื่อใช้ในการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับโลก และช่วยในการแปลงไปสู่การแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยในท้องถิ่น จะช่วยส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ร่วมกัน และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันของนักเรียน

วิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศต้องถูกโจมตีด้วยความรวดเร็วเช่นเดียวกับโรคโควิด - 19 และสิ่งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการทบทวนการเรียนรู้ใหม่ บางคนมุ่งไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ทั่วโลกเพื่อให้เกิดผลบวก แต่หากปราศจากข้อตกลงร่วมกันแล้วการปล่อยก๊าซก็จะกลับไปสู่จุดเดิมและอาจเพิ่มขึ้น ภาครัฐบาล ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำด้านการศึกษาต้องสร้างความมั่นใจว่าประเด็นเรื่องของการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะถูกกำหนดไว้เป็นกรอบการทำงานในทุกขั้นตอนของการจัดการศึกษาในระดับชาติความมุ่งมั่นในการบรรจุเรื่อง ESD ไว้ในทุกบริบทของการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนทุกคนโดยไม่จำกัดเพศ ที่ตั้ง หรือสถานะทางเศรษฐกิจสังคม หรือการเชื่อมต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ต

เมื่อไม่นานมานี้องค์การยูเนสโกได้มีการเปิดตัว “แผนงานสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Roadmap towards Education for Sustainable Development)” ที่กำหนดเป้าหมายการทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า ในชื่อ “ESD for 2030” ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสมาชิกต่างๆ อันเป็นการเชิญชวนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ผู้นำทางด้านการศึกษาและอบรม ผู้กำหนดนโยบาย ครู นักเรียน และผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในการหารือเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมระดับโลกด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเดือนพฤษภาคม 2564 ณ กรุงเบอร์ลิน

ปัญหาโรคโควิด–19 นำเรามาสู่คำถามที่เป็นสมมุติฐานพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับตัวเราและชีวิตของเรา
เมื่อพูดถึงการจัดการศึกษา เราต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนและและโลกของเรา เราต้องการการศึกษาที่จะให้ความรู้ขั้นพื้นฐานและทักษะที่จะนำไปสู่ความตระหนัก ความคิดและการดำเนินการที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงมีพลังที่จะช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นทันทีเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เราจึงไม่ควรเสียโอกาสนี้ในการเปลี่ยนการเรียนรู้และสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม

***********************************************

ข้อมูล: องค์การยูเนสโก
https://en.unesco.org/news/build-back-better-education-must-change-after-covid-19-meet-climate-crisis
โดย Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกด้านการศึกษา
เรียบเรียงโดย : กุสุมา นวพันธ์พิมล
22 กรกฎาคม 2563


UNESCO MGIEP 21 9 2563
          วิกฤตโควิด-19 อาจนำไปสู่การทำลายความไว้วางใจในบริการสาธารณะและรัฐบาล มีคำถามเร่งด่วนที่ถูกถามเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่กระจายที่อาจส่งผลเสียต่อหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งองค์การยูเนสโก (UNESCO) และ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาซึ่งสอนให้ตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชน และนำไปสู่ความเท่าเทียมที่มากขึ้น สังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤต

          การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้การศึกษาต้องหยุดชะงักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีนักเรียนและเยาวชน 1.2 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน

          จากคำแถลงของหน่วยงานสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทของ COVID-19 (OHCHR) ได้ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำลายความไว้วางใจในความสามารถของบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาและสุขภาพในการรับมือกับวิกฤต แต่ยังทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในขณะนี้และหลังวิกฤต (1)

          António Guterres เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ย้ำเตือนไว้ในรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2563 ว่าวิกฤตด้านเศรษฐกิจและสังคมได้กลายเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาตรการฉุกเฉินใด ๆ ที่ดำเนินการจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย และจำเป็นสำหรับการป้องกันตามสัดส่วนที่เหมาะสมและไม่เลือกปฏิบัติ

          มาตรการและกฎหมายฉุกเฉินที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอาจนำไปสู่การระเมิดสิทธิเกินกว่าที่จำเป็น รายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้สหประชาชาติได้เน้นถึงผลกระทบของมาตรการฉุกเฉินในระดับต่างๆ ดังนี้

- เสรีภาพในการเคลื่อนไหวอาจถูกลดทอนลง (2)  
- ผู้หญิงและเด็กที่อยู่บ้านอาจได้รับความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น (3)  
- การบุกรุกทางเทคโนโลยีอาจละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัว (4)  
- กลุ่มเสี่ยงอาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด (5)  
- กระบวนการประชาธิปไตย เช่นการเลือกตั้งอาจได้รับผลกระทบ (6)  

          Mr.Gutteres ได้กล่าวว่า ไวรัสคุกคามทุกคน ในขณะที่เรื่องสิทธิมนุษยชนก็ช่วยยกระดับทุกคน การให้ความเคารพสิทธิมนุษยชนในช่วงวิกฤตนี้ เราจะสร้างแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้นสำหรับเหตุฉุกเฉินในวันนี้และคืนกลับสู่สภาพเดิมในอนาคต

          องค์การทั้ง UNESCO และ UNODC กำลังทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่างระหว่างการศึกษากับความยุติธรรม ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าใจและใช้สิทธิของตน คิดอย่างมีวิจารณญาณ ใช้ดุลยพินิจทางจริยธรรมที่ดี ปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ ท้าทายความอยุติธรรมและนำไปสู่การส่งเสริมสังคมที่ยุติธรรม

          การศึกษาเป็นพันธมิตรหลักในการปกป้องสิทธิและหลักนิติธรรม เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในช่วงวิกฤต คุณจะปกป้องสิทธิของคุณได้อย่างไรเมื่อคุณไม่รู้ว่ามันคืออะไร

          เด็กโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ได้รับการสอนในโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อยเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับการปกป้องจากการล่วงละเมิดและความรุนแรงทางเพศมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการแพร่ระบาดเนื่องจากพบว่าความรุนแรงต่อผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินทุกประเภท (WHO 2020)

          การเรียนรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจ เคารพในความหลากหลาย ความสามารถในการรับรู้ และการเลือกปฏิบัติเป็นทักษะสำคัญที่คนหนุ่มสาวต้องใช้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สังคมมีความขัดแย้งมากขึ้น การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าทักษะทางอารมณ์และสังคมมีส่วนช่วยในการสร้างความยืดหยุ่นของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะในช่วงวิกฤต (UNESCO MGIEP, 2019)

          การจัดการกับปัญหาวิกฤตคือความท้าทายด้านการศึกษาในอนาคต ทั้ง UNESCO และ UNODC จึงดำเนินการดังนี้
          กำหนดให้เรื่องสิทธิเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา: ให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ด้วยการส่งมอบโครงการและทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าใจและใช้สิทธิของตน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกริดรอนสิทธิส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิเหล่านั้น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและกลุ่มเสี่ยง

          สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้เปลี่ยนแปลงในภาคการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม: ให้คำแนะนำด้านนโยบายสำหรับผู้กำหนดนโยบาย แบ่งปันกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผล และแนวทางปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม ช่วยส่งเสริมการศึกษาเพื่อความยุติธรรมภายใต้บริบที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษา หลักสูตรและการกำกับดูแลโรงเรียน

          สนับสนุนครู: จัดให้ครู นักการศึกษา และครอบครัวมีทรัพยากรและคู่มือที่เหมาะสมเพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับสิทธิของพวกเขา ปัจจัยทางโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และช่วยให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมที่สร้างสังคมที่ยุติธรรมสำหรับอนาคต

          องค์กรทั้ง UNESCO และ UNODC กำลังเพิ่มความร่วมมืออย่างต่อเนื่องด้านการศึกษาเพื่อความยุติธรรมในบริบทของแนวร่วมการศึกษาระดับโลก เวทีความร่วมมือนี้เป็นการผนึกกำลังกับองค์กรพหุภาคีอื่น ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมและพันธมิตรภาคเอกชนเพื่อให้แน่ใจว่าวิกฤตในปัจจุบันจะไม่ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในการเรียนรู้กว้างขึ้นและสิทธิของเด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครอง

(1) การรวบรวมคำแถลงของหน่วยงานสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทของ โควิด-19 (OHCHR)   
(2) มาตรการฉุกเฉินและโควิด-19 (OHCHR)  
(3) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 15-49 ปีทั่วโลก จำนวน 243 ล้านคนเคยประสบกับความรุนแรงทางเพศและ / หรือทางกายภาพที่กระทำโดยเพื่อนที่สนิทสนมกัน และมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นในที่คุมขัง (UNWOMEN)  
(4) หนึ่งในสามของทุกประเทศไม่มีกฎหมายในการปกป้องข้อมูลออนไลน์และความเป็นส่วนตัวของพลเมืองของตน (UNCTAD)  
(5) ผลเสียของการปิดโรงเรียน (UNESCO)  
(6) โควิด-19 และสิทธิมนุษยชน: พวกเราทุกคนต่างอยู่ในสถานการณ์นี้ร่วมกัน (UN pp14)  

*************************************************

ข้อมูล: องค์การยูเนสโก
https://en.unesco.org/news/covid-19-education-bedrock-just-society-post-covid-world
โดย Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกด้านการศึกษา
เรียบเรียงโดย : กุสุมา นวพันธ์พิมล
18 กันยายน 2563


Bett interviewed MOE Online In School Learning 29 6 2563

"Bett Asia ได้สัมภาษณ์กระทรวงศึกษาธิการของไทยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานขั้นต่อไปของกระทรวงฯ ในการจัดการศึกษาแบบออนไลน์และแบบในโรงเรียน"

อนุชา บูรพชัยศรี กระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย)

           ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทั่วโลกต่างก็มีภารกิจในการรักษาประตูสู่การเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน รวมทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้ครูผู้สอนสามารถทำการสอนต่อไปได้ด้วย แม้ว่าจะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสได้ดีในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลไทยก็ตัดสินใจเลื่อนการเปิดโรงเรียนจากวันที่ 18 พฤษภาคมออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีความกังวลในเรื่องการจัดสรรพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับให้นักเรียนมาเรียนได้ โดยเมื่อกลับไปที่บ้านแล้วจะไม่ไปแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่ญาติของตนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ

          ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนยังคงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนได้ รัฐบาลไทยจึงได้ให้การสนับสนุนนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดการเรียนการสอนทางไกล กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนให้นักเรียนเข้าเรียนในชั้นเรียนเสมือนจริง หรือ Virtual Learning โดยได้จัดการศึกษาทางไกลผ่านช่องโทรทัศน์การศึกษา 17 ช่องที่ได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับใช้ในการเรียนการสอนแบบเสมือนจริง อีกทั้งยังสามารถรองรับระดับการเรียนรู้ ของนักเรียนได้ในทุกระดับจนถึงอายุ 18 ปี สำหรับเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีอยู่ในปัจจุบัน มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์จะเป็นผู้จัดเตรียมเนื้อหาการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมต้น โรงเรียนชั้นนำในประเทศไทยต่างก็สนับสนุนแนวคิดริเริ่มนี้ด้วยการจัดเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนสำหรับระดับชั้นมัธยมปลาย นอกจากนี้ ยังได้ครูระดับแนวหน้ามาช่วยดำเนินการเรียนการสอนอีกด้วย

          กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแพลตฟอร์ม (โครงสร้างพื้นฐาน) สำหรับการเรียนรู้แบบเสมือนจริง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนไทยร้อยละ 90 สามารถเข้าถึงเนื้อหาบทเรียนได้ เมื่อติดตั้งแพลตฟอร์มและเปิดระบบ ให้เข้าใช้ได้แล้ว นักเรียนและครูจะได้รับ ID เพื่อล็อคอินเข้าสู่ระบบ โดยจะสามารถเข้าดูได้เฉพาะเนื้อหาการเรียนการสอนในระดับชั้นของตนเองเท่านั้น นักเรียนจะสามารถดูเนื้อหาล่วงหน้าได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสในการเรียนเท่า ๆ กันและเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีนักเรียนคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้น นักเรียนยังคงสามารถทบทวนบทเรียนที่เรียนไปแล้วซ้ำอีกได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเข้าใจบทเรียนที่เรียนมาแล้วจริง ๆ

          ประเด็นหลักของการดำเนินกระบวนการข้างต้นก็เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนในช่วงที่มีการล็อคดาวน์โดยยังไม่มุ่งเน้นที่ผลการเรียนของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการมากกว่าการรักษาผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและได้ดำเนินการเพื่อช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการดูแลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบเสมือนจริง กระบวนการที่กล่าวมานี้อาจสร้างความยุ่งยากให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอย่างเช่นระบบออนไลน์โดยกะทันหัน ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่มีความคุ้นเคยในการใช้ระบบ EdTech จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของตนอย่างเร่งด่วน การตัดสินใจเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้แบบเสมือนจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนั้นก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการอบรมครูให้มีทักษะความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้ระบบ EdTech ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือไม่ก็ตาม การเรียนรู้ดิจิทัลก็เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับครู

          สำหรับนักเรียนแล้ว การใช้ชีวิตภายใต้มาตรการล็อคดาวน์เป็นเรื่องน่าวิตกกังวล กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นกำลังอีกแรงหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนทราบว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผิดแปลกจากช่วงเวลาอื่นในประวัติศาสตร์สำหรับเราทุกคน และให้การสนับสนุนนักเรียนได้เห็นความสำคัญของดูแลสุขภาพตนเองก่อนเรื่องอื่น สร้างความตระหนักให้แก่นักเรียนว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่อยู่คงทนถาวร และคอยเตือนนักเรียนให้มีความมุ่งมั่นและคำนึงถึงเป้าหมายในการเรียนของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ โดยการเปลี่ยนจุดโฟกัสและเน้นว่าไม่ใช่เพียงเรื่องเกรดอย่างเดียวที่มีความสำคัญ นักเรียนสามารถรู้สึกผ่อนคลายกับการเรียนมากยิ่งขึ้นและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

          นโยบายการศึกษาของไทยโดยส่วนใหญ่จะมุ่งฝึกฝนให้นักเรียนมีทักษะที่หลากหลายและมีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อรองรับความสามารถทุกประเภทของนักเรียน ซึ่งรวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาด้วย ที่มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเสริมศักยภาพของนักเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าทักษะที่ฝึกฝนให้แก่นักเรียนนั้นมีความสอดคล้องตรงกับความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการนำพ่อครัวที่มีฝีมือระดับต้น ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาออกแบบหลักสูตรการจัดเลี้ยงซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรมีความน่าสนใจสำหรับนักเรียนและยังช่วยเติมช่องว่างความต้องการในภาคอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

          ระบบการศึกษาในลักษณะดิจิทัลของประเทศไทย เป็นแนวคิดเดิมที่ได้มีการวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีนับจากนี้ ซึ่งการพัฒนาทั้งหลักสูตรด้านอาชีวศึกษาและด้านวิชาการ และกระบวนการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นและความปรารถนาในการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่มิติใหม่ที่น่าจับตามอง ซึ่งวิธีการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป และจากมาตรการล็อคดาวน์ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสมากยิ่งขึ้นในการทำความเข้าใจถึงความต้องการของนักเรียนและมีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้จะเป็นการเตรียมการให้ประเทศไทยมีสภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและสังคมมีความสุขทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและในการทำงาน

สามาถอ่านบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ ได้ที่นี่

*********************************************

แปล/เรียบเรียง : ฐิติ ฟอกสันเทียะ
พิมพ์วรัชญ์ เมืองนิล
รายงานโดย: กลุ่มสารสนเทศต่างประเทศ

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
29 มิถุนายน 2563


© 2021 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking