ยูเนสโกจับมือกับโออีซีดี เตรียมทบทวนการศึกษาไทย ชี้ภาพรวมคุณภาพยังไปไม่ถึงไหน เห็นได้จากผลสอบพิซาที่ความสามารถยังตามหลังประเทศอื่นๆ ทั้งๆ ที่ประกาศตัวเป็นผู้นำการศึกษาในอาเซียน การกระจายโอกาสทางการศึกษาก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร 

Education for Thailand Future-23 June 2013


    สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี 2556 เรื่อง "การศึกษาเพื่ออนาคตประเทศไทย" ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน มีคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมประมาณ 1,000 คน 
    ดร.กวาง โจ-คิม ผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตนทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยกว่า 4 ปี และเรียนรู้ระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีความก้าวหน้า จากตัวเลขล่าสุดปี 2012 ของสถาบันสถิติของยูเนสโก หรือ UIS อัตราการเข้าเรียนอย่างหยาบ ทั้งระดับประถมและมัธยมต้นของประเทศไทยมีมากกว่า 90% ดัชนีความเสมอภาคหญิงชายของประเทศอยู่ที่ 1:00 ทุกระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่าเด็กหญิงชายเข้าเรียนเสมอภาคกันในการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ในปี 2010 ประเทศไทยใช้จ่ายงบประมาณ 3.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับประเทศ หรือ GDP สำหรับด้านการศึกษาจากสถาบันสถิติของยูเนสโกพบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษามากที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้การศึกษามาพัฒนาประเทศ 
    ขณะเดียวกันประเทศไทยได้แสดงภาวะผู้นำในเรื่องที่เป็นวาระด้านการศึกษาระดับโลก ความเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชนทั่วโลกในปี 1990 ตั้งแต่นั้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินการทำให้การศึกษาเป็นประชาธิปไตยและแบ่งปันประสบการณ์นวัตกรรมใหม่ๆ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา อาทิ เด็กในเมืองหรือพื้นที่ที่เศรษฐกิจเติบโตเข้าถึง จะสามารถเข้าถึงการศึกษาในอัตราที่สูง ส่วนพื้นที่ห่างไกลในชนบทหรือผู้อพยพ ในสลัม หรือจากชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ จะเข้าถึงการศึกษาได้น้อย 
    ผอ.ยูเนสโกกล่าวต่อว่า ความท้าทายที่สำคัญของไทยคือคุณภาพของการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย ผลพิซาซึ่งประเมินการเรียนรู้เปรียบเทียบนานาชาติของเด็กอายุ 15 ดำเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD แสดงว่าเด็กไทยทิ้งห่างในการเรียนรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น สาเหตุใหญ่อาจเป็นเพราะขาดครูที่มีคุณภาพ ขาดการฝึกอบรม และขาดแรงจูงใจในการสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง 
    นอกจากนี้ การส่งเสริมทักษะ เช่น การแก้ปัญหา การร่วมมือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะที่จำเป็นสำหรับคนในศตวรรษที่ 21 ทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจและโลกส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ เนื่องจากความท้าทายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับนโยบาย ยูเนสโกจึงได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ OECD ทำการวิจัยเพื่อศึกษาทบทวนนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการศึกษาไทย 
    นายเดวิด อัทโชอรีนา ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนาระบบการศึกษา ยูเนสโกกล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเนสโกร่วมมือกับ OECD ที่จะทบทวนนโยบายด้านการศึกษาของไทยใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.คุณภาพครู โดยจะทบทวนตั้งแต่การคัดสรรครู กระบวนการสอนและการพัฒนาทางวิชาชีพ (professional development) 2.การปฏิรูปหลักสูตรที่ ศธ.กำลังดำเนินการอยู่ว่าครอบคลุมทุกมิติหรือไม่ 3.การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน และ 4.การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารเคลื่อนที่ หรือ Mobile learning อาทิ นโยบายแท็บเล็ตสำหรับนักเรียนชั้น ป.1 ซึ่งตนเห็นว่าเป็นนโยบายที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการเรียนการสอนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้มากกว่าภายในห้องเรียน แต่การทบทวนเรื่องแท็บเล็ตอาจจะประเมินไมได้เต็มที่ เพราะไทยเพิ่งดำเนินนโยบายนี้ไม่นาน" 
    ผอ.ฝ่ายวางแผนกล่าวอีกว่า การดำเนินการทบทวนนโยบายการศึกษาไทยจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมหรือภายในต้นปีหน้า ซึ่งในทีมที่ประเมินจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยร่วมด้วย 
    "ผมเห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบความท้าทายด้านการศึกษาที่สำคัญ 2 ประการคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น และความเท่าเทียมด้านการศึกษา เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่หลากหลายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ฉะนั้นเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชายแดนยังคงไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง" นายเดวิดกล่าว

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ฉบับวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556

หน้า  : การศึกษา

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

1. เรื่อง : การศึกษาเพื่ออนาคตประเทศไทย จาก ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 193/2556

2. เรื่อง : ยูเนสโกเดินหน้าตั้งทีมทบทวนการศึกษาไทย จาก  ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 23 มิถุนายน 2556

 


© 2019 สงวนลิขสิทธิ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Real time web analytics, Heat map tracking